5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019 ในการลงทุนนั้นมีหลายเรื่องที่เราควรจะต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อให้เราลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

1.การคำนวณ Present Value, Future Value  

เราต้องคำนวณให้เป็นว่าถ้าเราลงเงินไปทุกเดือน เดือนละเท่านั้นเท่านี้ หวังผลตอบแทนเท่านี้ ผ่านไป 10 ปี 20 ปี เราจะมีเงินเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้วางแผนทางการเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยคำนวณไม่เป็นนะครับ


สมัยที่ผมลงทุนใหม่ๆ ผมชอบกดเครื่องคิดเลขหรือเปิด excel นั่งคำนวณ Future Value อยู่เป็นประจำว่าอายุเท่านี้เท่านั้นผมจะมีเงินเท่าไหร่ พอผมเห็นตัวเลขเป้าหมายที่วางไว้มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอดทนประหยัดเงินเพื่อเอามาลงทุน อดทนอ่านหนังสือ หาความรู้ โดยใช้เป้าหมายเป็นแรงผลักดัน

 

2. Asset allocation ( การจัดสรรสินทรัพย์ )

        เราหวังจะให้เงินทำงาน เราก็ควรต้องรู้ว่าเราจะให้มันไปทำงานอะไรบ้าง สินทรัพย์แต่ละอย่างมีผลตอบแทนและความเสี่ยงต่างกันอย่างไร คนแต่ละคนจะมี Profile ชีวิตที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีสูตรตายตัวที่เหมาะสมกับทุกคน คุณจะต้องศึกษา Basic ของเรื่องนี้ให้เข้าใจ และปรับใช้กับตัวเอง

เรื่องยอดฮิตด้าน Asset allocation ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ คือ คนที่อายุน้อยรับความเสี่ยงได้เยอะควรลงทุนหุ้นเยอะๆ แล้วคนอายุมากรับความเสี่ยงได้น้อยควรลงทุนหุ้นน้อยๆ ในรายละเอียดแล้วมันไม่ใช่แค่นั้นนะครับ อันนั้นมันเป็นแนวคิดกว้างๆที่อาจจะใช้ได้กับคนจำนวนหนึ่ง

การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) คือ การวางแผนกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) หรือหลักทรัพย์ (Securities) หลายประเภทที่แตกต่างกันไปเพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว (Long – term Investment Goal) โดยการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนจะพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Return) จากหลักทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนและระยะเวลาที่ต้องการลงทุน

เช่น คุณรมิตากระจายเงินลงทุนไปในสินทรัพย์หลัก 3 ประเภท คือ

1. เงินฝากธนาคาร 30% เพื่อรักษาสภาพคล่อง

2. พันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง 45% เพื่อให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและ

3. หุ้นสามัญที่มีความเสี่ยงสูงอีก 25% เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

การจัดสรรสินทรัพย์แบ่งเป็น 2 ระดับคือ 1. การกำหนดสัดส่วนการลงทุนในระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Asset Allocation) เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว และ 2. การปรับสัดส่วนการลงทุนไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา (Tactical Asset Allocation) เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

แต่ถ้าเราศึกษาลึกลงไปจริงๆแล้ว มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ เช่น คนอายุน้อยที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องหุ้นเลย ยังไงก็ไม่ควรลงทุนหุ้นอยู่ดี หรือคนอายุเยอะๆ แต่ว่าระดับความรู้การทุ่มเทเวลากับการลงทุนมากๆ ก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนในสัดส่วนที่เยอะก็ได้ หรือคนอายุน้อยที่ครอบครัวไม่ได้มีเงินเก็บมากนัก แต่ว่ามีภาระที่จะต้องเลี้ยงพ่อแม่ แบบนี้ก็ไม่ควรเอามาลงทุนหุ้นเป็นสัดส่วนที่สูง ถึงแม้ว่าเค้าจะมีความรู้เรื่องหุ้นมากแค่ไหนก็ตาม

 

3. Stock selection (การเลือกสินค้า)

       คนที่หวังจะมีผลตอบแทนเหนือตลาดหุ้น ก็ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการทำความเข้าใจการวิเคราะห์ธุรกิจ การประเมินมูลค่า ซึ่งเรื่อง stock selection ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถ้าจะให้ศึกษาลึกจริงๆ ก็เรียกได้ว่าศึกษาได้ทั้งชีวิตละครับ เพราะมันเป็นความรู้ที่ทั้งลึก ทั้งกว้างมาก เรียกว่าความรู้แทบจะทุกอย่างในโลกใบนี้สามารถเอามาประยุกต์ใช้ในเรื่องการเลือกหุ้นได้ทั้งสิ้น

คนที่จะเอาดีทางนี้จริงๆ ต้องทุ่มเทเวลามากพอสมควร แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถ้าคุณทุ่มเทมากพอผมว่ามันก็คุ้มค่าไม่น้อยเหมือนกัน ผมเชื่อว่าคนที่จะเอาดีจากการลงทุนในหุ้นได้จริงๆจังๆ ต้องเป็นคนที่เปิดหูเปิดตา หาความรู้อยู่ตลอดเวลา และคุณจะต้องรักการอ่าน และรู้สึกสนุกเมื่ออ่านเรื่องการของธุรกิจต่างๆ ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวมิฉะนั้นคุณจะทำมันได้ไม่นานหรอกครับ เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

สำหรับคนที่คิดว่าไม่เหมาะกับการเลือกหุ้นรายตัว ความรู้ด้านนี้ก็ไม่ลงลึกมากนัก สามารถเอาเงินไปลงทุนใน Index fund ดีกว่า แต่มีความรู้พื้นฐานเอาไว้บ้างก็ดีครับ เพราะพื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้นมันก็ช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์ลงทุนใน Index fund ได้ดีขึ้น อย่างเรื่องความถูกความแพงของตลาดที่ผมได้เขียนเอาไว้ มันก็มีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์หุ้นรายตัวแล้วเอามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ตลาด

 

4. การบริหาร port

              พอเราเลือกหุ้นที่คิดว่าดีและถูกได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะซื้อหุ้นตัวเดียว แล้วหวังรวย เพราะมีโอกาสไม่น้อยเหมือนกันที่เราจะจนเลย การบริหาร port ที่ดีจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนและความเสี่ยง การมีหุ้นน้อยเกินไป ความเสี่ยงอาจจะสูง แต่การมีหุ้นมากเกินไปเราก็จะได้หุ้นเกรดรองๆลงไป ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังมันลดลงมาก

นักลงทุนบางคนอาจจะถนัดการลงทุนที่เจาะลึกมากๆ คือศึกษาหุ้นรายตัวอย่างละเอียด วิเคราะห์ความเสี่ยงรอบด้าน และติดตามธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เค้าก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนหุ้นจำนวนไม่มากประมาณ 4-5 ตัว เพราะถ้าจะให้ลงทุนหุ้นมากกว่าก็จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเยอะ

ส่วนนักลงทุนบางคนก็อาจจะไม่ได้ศึกษาหุ้นรายตัวลึกมาก แต่จะรู้กว้างไปในหลายๆอุตสาหกรรม ก็เหมาะที่จะลงทุนหุ้นหลายๆตัวตั้งแต่ 5-15 ตัว

การกำหนดว่าหุ้นตัวไหนจะถือเป็นสัดสวนเท่าไหร่ หรือเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนแปลง พื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแปลง หรือการไปเจอหุ้นตัวใหม่ที่น่าสนใจกว่าที่มีใน port สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่นักลงทุนจะต้องรู้จักซื้อขายหุ้นปรับเปรียบหุ้นใน port ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และ การเเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

5. การวัดผลตอบแทน

พอลงทุนแล้วเราก็ต้องวัดผลตอบแทนให้เป็น แยกวัดผลตอบแทนรายสินทรัพย์ เพื่อที่จะได้ประเมินได้ว่าเราทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าเฉลี่ยอย่างไร จะได้เอามาปรับกลยุทธ์การ ลงทุนให้เหมาะสม  แต่เดิมผมเองก็วัดผล port แบบง่ายๆเหมือนกัน คือคิดว่าต้นปีเรามีเงินเท่าไหร่ ปลายปีเรามีเงินเท่าไหร่ ก็คิดเป็นผลตอบแทน แต่ผมคิดแบบนี้ได้เพราะผมไม่ได้เติมเงินลงไปใน port มากนัก (จะมีก็แค่ช่วงปีแรกของการลงทุนเท่านั้นเอง) ส่วนเงินที่เอาออกมาก็ไม่ได้มากนักจึงไม่มีผลกับการคำนวณเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่มีเงินลงทุนเพิ่มทุกเดือนหรือทุกปี หรือมีการเอาเงินออกจาก port ก็มีวิธีคิดแบบกองทุน ที่ต้องคำนวณเป็น NAV เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ตอนนี้ผมเองก็เพิ่งมาทำแบบนี้เหมือนกัน หลังจากเริ่มกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์อื่นบ้าง กระจายไปลงในต่างประเทศบ้าง ตอนนี้ก็ยังทำไม่ค่อยคล่องเลยครับ ทุกครั้งที่ทำก็ต้องมีสมาธิ นั่ง recheck ตัวเลขดีๆ

พอวัดผลแล้วก็ต้องเอาไปเทียบกับ Benchmark หรือ อย่างหุ้นไทยเราก็เอาไปเทียบกับ set index หรือ set tri ตราสารหนี้ ก็ต้องมีตัวเทียบของมัน ผมแทบจะไม่ได้ลงทุนทางนี้ เลยไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าเทียบกับอะไร (ใครรู้บอกเป็นวิทยาทานด้วยครับ) อย่างกองทุนอสังหา กอง reit นี่จริงๆน่าจะมี Index ให้นักลงทุนเทียบนะครับ ว่า index เป็นเท่าไหร่ yield เป็นอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่ามีอยู่แล้วหรือว่าผมหาไม่เจอเอง เรื่องวัดผลนี่ยังมีอีกมิติคือ เราทำมาเพื่อวัดผลกับดัชนีคือเป็นการเทียบกับคนส่วนใหญ่ แต่เราไม่ควรวัดผลไปเทียบกับรายบุคคล เพราะปกติแล้วไม่ว่าจะลงทุนในภาวะแบบไหน ก็จะมีคนที่ทำผลงานได้ดีกว่าเรามากๆเสมอ การเอา port เราไปวัดกับคนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเรามากๆ พาลแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์ ว่าทำไมเค้าได้เยอะกว่าเรา ซึ่งอาจจะทำให้เราไขว้เขวกับแผนการลงทุนของเราได้

ความรู้เหล่านี้อาจจะดูเหมือนยากในช่วงแรกๆ แต่ผมมั่นใจว่ามันไม่ได้ยากกว่าวิชาที่เราเรียนกันในมหาลัยหรอก หรือแม้แต่ตรีโกณมิติ sin cos tan ที่เรียนตั้งแต่มัธยมผมว่ายังจะยากกว่า แต่เมื่อเราทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วผมว่ามันคุ้มค่ามาก เพราะเราเอามันไปใช้ได้แทบทั้งชีวิต  แหล่งความรู้ที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้มีอยู่หลายทาง คนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีอยู่เยอะมาก  เวป a-academy นั้นคนสร้างชื่อเอครับ เอเป็นคนที่ย่อยเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ เวลาว่างๆผมก็ชอบเข้าไปดู video ของเออยู่เป็นประจำ เนื้อหาในเวปน่าจะครอบคลุมเรื่องสำคัญที่นักลงทุนทั่วไปควรจะรู้ได้เกือบจะทุกเรื่อง ผมว่าความรู้เรื่องการบริหารเงินลงทุนในภาพกว้างเอมีความสามารถเหนือผมเยอะ โอกาสที่ผมจะศึกษาจนมีความรู้ด้านนี้เหนือเอแล้วเอามาเขียนนั้นเป็นไปได้ยากมาก ผมขอส่งไม้ต่อให้เอ สำหรับคนที่ลงทุนมานานแล้วยังแพ้ตลาด คนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ หรือคนที่ยังไม่เคยลงทุนแต่สนใจให้ไปอ่านจากเวปของเอนะครับ มีวิดีโอมีบทความดีๆเยอะมาก ดูกันให้ตาแฉะไปเลยครับ ต้องขอบคุณเอมา ณ ที่นี้ด้วยครับที่แบ่งบันเวลามาให้ความรู้คนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม มันอยู่บนความเสี่ยงนั้นต้องใช้ความรู้และความเข้าใจในการลงทุน ต้องศึกษาให้ละเอียดเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนนั้นเอง

4 เทคนิคการลงทุนทองคำให้ได้กำไร

4 เทคนิคการลงทุนทองคำให้ได้กำไร

4 เทคนิคการลงทุนทองคำให้ได้กำไร  สำหรับนักลงทุนใหม่

4 เทคนิคการลงทุนทองคำให้ได้กำไร การลงทุนทองคำถือเป็นการลงทุนในรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำได้ง่าย มีหลักการเพียงแค่นำเงินของเราไปซื้อทองคำ(ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของทองคำหรือตั๋วสัญญาจากนั้นจึงรอคอยจังหวะในการขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น

 

4 เทคนิคการลงทุนทองคำให้ได้กำไร  ทั้งนี้การลงทุนทองคำในประเทศไทยจะนิยมกันอยู่ 4 รูปแบบคือ

1.การลงทุนโดยตรงผ่านการซื้อทองคำจากร้านขายทอง

2.การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการลงทุนให้ทองคำ

3.การลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของไทยผ่านตลาด‘Thailand Futures Exchange’ (TFEX)

4.การลงทุนด้วยการซื้อหุ้นในบริษัทที่ทำกิจการเหมืองทองคำผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4 เทคนิคการลงทุนทองคำให้ได้กำไร โดยการจะสร้างกำไรจากการลงทุนทองคำได้นั้นควรเริ่มต้นจากเทคนิคเหล่านี้

1.สำรวจตนเองว่าเป็นนักลงทุนประเภทใด?

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นลงทุนอะไรนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสำรวจตนเองเพื่อค้นหาสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับเรา เช่น เป็นคนที่ไม่ค่อยรู้ข้อมูลข่าวสารไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอเพื่ออัพเดตข้อมูล ดังนั้นการลงทุนประเภทหุ้นหรือใดๆ ที่มีความผันผวนต้องหมั่นตรวจสอบข้อมูลอยู่ตลอดเวลาจึงอาจไม่เหมาะกับเรา เป็นต้น

2.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทองคำ

การลงทุนทองคำก็เหมือนกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ที่จำเป็นจะต้องมีการศึกษาข้อมูลขั้นพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อที่จะได้วางแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับเรา เช่น ราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯหากซื้อขายทองคำแท่งที่มีราคาต่ำกว่า 5 บาทจะต้องเสียค่ากำเหน็จ หรือ เราสามารถใช้ตั๋วสัญญาแทนการครอบครองทองคำแท่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในครอบครองได้ เป็นต้น

3.ลงทุนในปริมาณที่เหมาะสมต่อการสร้างกำไร

การลงทุนทองคำจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุนในปริมาณให้เหมาะสมเพื่อสร้างผลตอบแทน โดยการลงทุนที่แนะนำคือการครอบครองทองคำตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไปจึงจะสามารถทำกำไรให้ได้ ยิ่งโดยเฉพาะในบางช่วงที่มีการผันผวนของตลาดราคาทองคำค่อนข้างสูง การครอบครองที่น้อยเกินไปจะทำให้ขายทำกำไรได้ไม่คุ้มค่า

4.หาจังหวะทำกำไรให้ได้

เมื่อมีการครอบครองได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว การหาจังหวะขายออกเพื่อทำกำไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแนวโน้มตลาดและราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น โดยยึดหลักที่ว่า ให้ขายทำกำไรเมื่อทองคำมีราคาพุ่งสูงเกินกว่าราคาปกติในตลาดราวๆ 2-5% จากนั้นค่อยรอจังหวะซื้อทองคำกลับมาเมื่อราคาถึงจุดต่ำสุดในรอบนั้นๆ (อาจใช้ Indicators ในการหาจุดต่ำสุดของราคาทองคำก็ย่อมได้)

 

จะเห็นได้ว่าการลงทุนทองคำสามารถทำได้ไม่ยากเพียงแค่ต้องมีการศึกษาข้อมูลและธรรมชาติของทองคำให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ชาว Gen-C Blog คนไหนที่สนใจจะลงทุนด้วยทองคำก็อย่าลืมฝึกซื้อขายในเว็บไซต์ทดลองก่อนลงสู่สนามจริงกันนะครับ ‘เพราะการลงทุนทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนนั่นเอง

5 วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ทุกคน

5 วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับ "มนุษย์เงินเดือน" ทุกคน

5 วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ทุกคน

โดยแนวคิดจะเป็นการสะสมเพื่อเป้าหมายระยะยาวและใช้วิธีการทยอยสะสมเงินทุกเดือน ในจำนวนเท่าๆกัน

1. ฝากประจำ / กองทุนรวมตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

3. สหกรณ์ออมทรัพย์

4. กองทุนรวม

5. ออมหุ้น

5 วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับ "มนุษย์เงินเดือน" ทุกคน

 

แนวคิดและวิธีการลงทุนของมนุษย์เงินเดือน

5 วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ทุกคน สำหรับแนวคิดและวิธีการของวิธีนี้ จะเป็นการสะสมเพื่อเป้าหมายระยะยาวครับ และใช้วิธีการทยอยสะสมเงินทุกเดือน ในจำนวนเท่าๆกัน ซึ่งผมมองว่าเป็นวิธีที่สอดคล้องกับการทำงานของมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เข้ามาเป็นประจำและต่อเนื่อง และเพิ่มเติมด้วย “วินัย” ในการลงทุนเท่านั้นเองครับ

เอาล่ะ เรามาเริ่มต้นดูกันเลยดีกว่า

ว่า 5 วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดในสไตล์พรี่หนอมนั้น มันมีอะไรบ้าง

1. ฝากประจำ / กองทุนรวมตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น

สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองเพิ่งเริ่มต้นออมเงิน และยังไม่มีความรู้ในการลงทุนมากนัก ผมอยากจะแนะนำวิธีนี้เป็นวิธีแรกครับ นั่นคือการสร้างวินัยโดยการฝากประจำทุกๆเดือนเท่ากัน

วิธีการง่ายๆครับ เพียงแค่ การตัดบัญชีเงินฝาก (บัญชีเงินเดือน) ในทุกๆเดือน เพื่อสะสมไปเรื่อยๆ โดยมี 2 กลุ่มที่อยากจะแนะนำครับ นั่นคือ เงินฝากประจำปลอดภาษี กับ กองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเจ้าสองตัวนี้คืออะไร ขอบอกครับว่ามันคือ…

เงินฝากประจำปลอดภาษี คือ เงินฝากประเภทหนึ่งที่กำหนดให้เราฝากประจำทุกๆเดือนเป็นจำนวนที่เท่าๆกัน เช่น เดือนละ 1,000 บาท ติดต่อกันเป็นเวลา 24 เดือนโดยได้สิทธิพิเศษคือ “ยกเว้นภาษีเงินได้” และไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เหมือนเงินฝากประจำทั่วๆไปครับ

กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถาม หรือมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปีครับ

กองทุนรวมตราสารหนี้ (General Fixed Income Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ซึ่งได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตัว๋ เงินคลัง บัตรเงินฝากของธนาคาร ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ของภาคเอกชน ฯลฯ

ใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงนั้น กรณีเงินฝากฯ ผมแนะนำว่าลองเดินไปที่ธนาคารที่เราสะดวก และติดต่อขอเปิดบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีได้เลยครับ

ส่วนกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้นนั้น สามารถเลือกกองทุนที่ดีและเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการ ผลตอบแทนพอใจไหม รับความเสี่ยงได้เท่าไร ซึ่งถ้ายังไม่แน่ใจก็สามารถแวะมาพูดคุยสอบถามกันได้ที่กลุ่มพูดคุยของรายการกองทุนไหนดี ได้เลยครับผม

โดยส่วนตัวทุกวันนี้ พรี่หนอมใช้กองทุนตลาดเงินกับตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลักครับ แต่ไม่ได้ใช้เงินฝากประจำปลอดภาษีครับ เนื่องจากมองว่ากองทุนรวมนั้นมีสภาพคล่องที่ดีกว่าครับ

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ตัวที่สองนี่ อยากเรียกว่าเป็น Highly Recommend กันเลยทีเดียวครับ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ออฟฟิศมีสวัสดิการ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ไว้ให้ เพื่อให้พนักงานออมเงินและลงทุน (ส่วนข้าราชการจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราช หรือ กบข. ครับ) โดยกองทุนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณนั่นเองครับ

โดยปกติแล้วมนุษย์เงินเดือนสามารถเลือกสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ตั้งแต่ 2-15% ครับ (ส่วนนายจ้างจะสมทบเท่าไรให้กับเรานั้น ขึ้นอยู่กับความใจดีของนายจ้างครับ ฮ่าๆ) โดยตรงนี้พรี่หนอมอยากจะแนะนำให้ตัด % ที่มากที่สุดเท่าที่ไหวครับ เพื่อเป็นการสร้างวินัยในการออมเงินได้เป็นอย่างดีครับ และเงินก้อนนี้ถือว่าเป็นเงินก้อนที่ไม่ได้ใช้แน่ๆครับ เพราะตัดก่อนที่จะเข้าบัญชีเราเสียอีกครับ

ปัจจุบันพรี่หนอมสะสมเข้ากองทุนนี้อยู่ที่ 15% เต็มสิทธิ์ที่สามารถทำได้ครับ เนื่องจากต้องการสร้างวินัยระยะยาวครับ นอกจากนั้นยังเพิ่มเติมเทคนิคอีกนิดหน่อย นั่นคือ การเลือกแผนการลงทุนของกองทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เราต้องการด้วยครับ (สำหรับเรื่องนี้จะเขียนบทความแยกต่างหากให้อ่านอีกทีนะครับ ฝากติดตามกันด้วยครับ)

3. สหกรณ์ออมทรัพย์

ถ้าหากที่ทำงานของเรานั้น มีสหกรณ์ออมทรัพย์ การเลือกสะสมหุ้นของสหกรณ์ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจครับ (แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงดีๆด้วยนะครับ ฮ่าๆ) โดยผลตอบแทนที่ได้รับนั้นจะมาจากเงินปันผลในแต่ละปี ซึ่งอัตราผลตอบแทนนั้นดีกว่าเงินฝากธนาคารและกองทุนตราสารหนี้แน่นอนครับ

สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ อย่าลืมตรวจสอบการบริหารงานและการจัดการสหกรณ์ของที่ทำงานเราด้วยว่า ดีแค่ไหน มีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ลงทุนอย่างปลอดภัยครับ ไม่ใช่มองเพียงแต่ผลตอบแทนอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นด้วยครับ

4. กองทุนรวม

สำหรับเรื่องกองทุนรวมในข้อนี้จะเน้นไปที่กองทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นครับ หลังจากที่เราพูดถึงกองทุนรวมในส่วนแรกที่ไว้ใช้พักเงินหรือรับผลตอบแทนระยะสั้นกันไปแล้วในข้อแรก แต่ข้อนี้จะพูดถึงกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ระดับที่ 4 ขึ้นไป ซึ่งตรงนี้ต้องดูจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้และผลตอบแทนที่ต้องการของแต่ละคนประกอบกันครับ

5 วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ทุกคน

แต่ถ้าหากใครต้องการประหยัดภาษีด้วย ในส่วนของการลงทุนสำหรับมนุษย์เงินเดือนในข้อนี้ อยากแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แทนครับ แต่ถ้าใครไม่ได้เสียภาษีหรือไม่ต้องการสิทธิประโยชน์แล้วล่ะก็ การลงทุนในกองทุนรวมปกติจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ

แชร์ประสบการณ์หน่อยครับว่า ปัจจุบันพรี่หนอมเองวางแผนลงทุนใน LTF และ RMF เป็นหลักครับ โดยเน้นจัดพอร์ท LTF และ RMF ควบคู่กันไปครับผม

5. ออมหุ้น

สำหรับทางเลือกสุดท้ายนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนและมีความเสี่ยงค่อนข้างมากครับ โดยหลักการนั้นคือการเลือกออมหุ้นรายตัวครับ (เริ่มต้นขั้นต่ำที่ 1,000 บาท/เดือน) ซึ่งตรงนี้แนะนำให้เลือกหุ้นให้ดี มองเห็นการเติบโตที่เหมาะสม และสามารถอดทนลงทุนเป็นระยะเวลานานได้ครับ และอย่าทุ่มเทลงทุนในหุ้นตัวเดียวมากเกินไปครับ เพราะถือว่ามีความเสี่ยงมากๆครับ

ทุกวันนี้มีให้บริการออมหุ้นอยู่หลายแห่งครับ เข้าใจว่าเร็วๆนี้จะมีให้เลือกมากขึ้นอีกครับ ซึ่งตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละที่ได้ตามใจเลยครับ (ลองค้นหาคำว่า ออมหุ้น ใน Google ก็ได้นะครับ มีหลายเจ้าอยู่)

ปัจจุบันพรี่หนอมมีพอร์ทออมหุ้นเหมือนกันครับ (แกจะมีอะไรเยอะแยะ – – “) ใช้วิธีการเลือกหุ้น 7 ตัวทยอยสะสมมาหลายปีแล้วครับ ปัจจุบันถือว่าผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเป้าหมายของการออมหุ้นนี้ กะว่าจะออมไปอีกประมาณ 10 ปีครับผม แล้วค่อยปรับพอร์ทจัดการให้ดี (ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรให้เปลี่ยนแปลงหุ้นนะครับ ฮ่าๆ)

เห็นไหมครับว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นมีข้อดีอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ เรามีกระแสเงินสดที่เข้ามาต่อเนื่องในทุกๆเดือน ทำให้สามารถวางแผนการลงทุนและออมเงินได้อย่างมีระบบ และเป็นการสร้างวินัยในตัวเองได้ด้วย ซึ่งทั้ง 5 วิธีที่แนะนำมานี้ ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดนะครับ แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสีย ความเสี่ยง และผลตอบแทนต่างกันไป บทความนี้เขียนขึ้นเพราะอยากให้ทุกๆคนลองปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองครับ เพื่อที่จะได้มีเงินออมและเงินลงทุนได้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างมีความสุขครับ

สุดท้ายนี้ผมก็ขออวยพรให้คนที่อ่านบทความนี้ พบวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองนะครับ ส่วนผมขอเป็นทางเลือกหนึ่งในการแชร์ประสบการณ์ความรู้ ถ้าใครอ่านดูแล้วคิดว่ามีประโยชน์ กรุณาอย่าลืมส่งต่อบทความนี้ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะคร้าบบบ

 

สนับสนุนโดน Copa69.com

เทคนิคการเทรด Forex แบบมืออาชีพ

เทคนิคการเทรด Forex แบบมืออาชีพ

เทคนิคการเทรด Forex แบบมืออาชีพ

และสำหรับในวันนี้เว็บของเราเว็บ loanbankpayday.net เว็บที่มีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการลงทุน นั้นจะมี เทคนิคการเทรด Forex มาฝากทุกๆคนกัน และหวังว่า บทความนี้จะมีประโยชน์ กับทุกๆคน

เทคนิคการเทรด Forex แบบมืออาชีพ

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่เริ่มสร้างกำไรได้เล็กน้อยในตลาด Forex อาจจะกำลังมีเป้าหมาย อยากเทรด Forex เป็นอาชีพให้ได้อยู่แน่ๆ เพราะการทำกำไรในตลาด Forex เป็นการทำกำไรที่มีอิสระทางด้านเวลาและการเงิน จึงถือว่าเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆคนเลยก็ว่าได้ เรา มี 10 วิธี ที่จะช่วยทำให้คุณเทรด Forex เป็นอาชีพได้มาฝากกัน จะมีวิธีอะไรบ้างไปติดตามเลยค่า

1. เทรดด้วยความเสี่ยงที่ต่ำ

เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่จะเทรดโดยการตั้งค่า Lot ที่มีความเสี่ยงที่ต่ำ ซึ่งทำให้การออกออร์เดอร์ในแต่ละครั้งไม่มีความเสี่ยงจนเกินไป และสามารถขาดทุนได้ตามการวางแผน Money Management

2. เทรดเป็นอาชีพต้องปรับทัศนคติเน้นกำไรนาน ไม่เน้นฉาบฉวย

หากคุณอยากมีอาชีพเป็นเทรดเดอร์ คุณจำเป็นต้องปรับทัศนคติตัวเองใหม่ก่อน ว่าการทำกำไรในตลาด Forex เป็นการทำกำไรที่ค่อยๆสร้างกำไร เก็บเล็กผสมน้อย ไม่ฉาบฉวย ไม่ตั้งค่า Lot สูงๆ เพื่อหวงกำไรที่ฉาบฉวย เพราะหากคุณมีทัศนคติที่ต้องการสร้างกำไรที่ฉาบฉวย คุณไม่มีวันเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพได้เลย เพราะคุณจะเจ๊งในตลาด Forex ก่อนที่จะสามารถเทรด Forex เป็นอาชีพได้นั่นเอง

3. มีระบบเทรดที่ดี

เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่ สร้างระบบเทรดที่ดีให้กับตัวเอง เพราะการมีระบบที่ดีจะช่วยให้คุณสามารถประสบความสำเร็จในการทำกำไรในตลาด Forex ได้อย่างยั่งยืน เพราะระบเทรดที่ดี จะสามารถช่วยให้คุณออกออร์เอร์ได้ดี มีการตัดสินใจในการทำกำไรที่ดี รวมถึงการตั้งค่าต่างๆที่ดีด้วย นอกจากนี้ การมีระบบเทรดที่ดีจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมตนเอง ควบคุมการเงิน และควบคุมความโลภได้ดีกว่า การเทรดแบบไม่มีระบบ

ดังนั้นหากคุณเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพมาเป็นอาชีพเทรด Forex หล่ะก็ คุณจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเทรดที่ดีให้กับตัวคุณก่อน เพราะหากมีระบบเทรดที่ดี คุณก็สามารถสร้างกำไรในตลาด Forex ได้อย่างยั่งยืน และสามารถยึดอาชีพเทรด Forex ในการหารายได้หลักของคุณได้อย่างแน่นอน

4. ไม่เทรดตลอดเวลา แต่ศึกษาตลอดเวลา

คนที่มีอาชีพเป็นนักเทรด Forex ส่วนใหญ่ จะใช้เลาส่วนมากในการเรียรู้และการศึกษา และพวกเขาจะไม่พยายามจ้องกราฟเพื่อหาจังหวะเทรดตลอดเวลา แต่พวกเขาจะทุ่มเทเวลาในการเรียนรู้หาเทคนิคใหม่ๆที่ดีกว่าอยู่เสมอ เพราะการปรับปรุงการเทรด หรือการฝึกฝนให้มีความำนาญมากขึ้น จะช่วยให้คุณสามารถเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพได้เร็วขึ้น เพราะหากคุณมีความรู้ที่เพียงพอและประสบการณ์ที่มากพอ คุณก็สามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลและยั่งยืน การศึกษาตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการเทรดตลอดเวลา เพราะถ้าคุณพยายามหาโอกาสเพื่อสามารถเทรดได้ตลอดเวลา คุณจะมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น แต่หากคุณให้เวลากับการศึกษามากกว่าการให้เวลาในการหาจังหวะเทรด คุณจะมีความรู้และมีเทคนิคมากขึ้นในการทำกำไนในตลาด Forex อย่ากังวลหากไม่ได้เทรดเลย หรือกังวลว่าจะมีจังหวะออกออร์เดอร์เมื่อไหร่ แต่ขอให้คุณใช้เวลาว่างในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

5. ความรู้ไม่มีวันเต็ม

อย่างที่กล่าวไปในข้อที่แล้วว่าการศึกษาตลอดเวลาสำคัญกว่าการเทรดตลอดเวลา ความรู้ไม่มีวันเต็ม ไม่มีเทรดเดอร์มืออาชีพคนไหนที่เขาบอกว่า รู้หมดแล้ว เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ แต่พวกเขาก็ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพราะพวกเขารู้ว่าความรู้ไม่มีวันเต็ม และไม่มีวันที่เขาจะรู้ทั้งหมดแล้ว ในการเป็นเทรดเดอร์ที่ดี คุณควรศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ขยันเรียนรู้และขยันฝึกฝนเพื่อจะช่วยคุณสามารถสร้างกำไรในตลาด Forex ได้อย่างยั่งยืนจริงๆ นอกจากการศึกษาแล้ว การฝึกฝนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้ามเลย เพราะหากคุณทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาแต่ไม่เคยลงมือฝึกฝน การศึกษาของคุณก็อาจจะสูญเปล่าได้

6. วาง Money Management อย่างรอบคอบ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับคนที่อยากมีอาชีพเป็นนักเทรด Forex ก็คือ การวางแผน Money Management ให้ดี เพราะเทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการวางแผน Money Management อย่างมาก เพราะหากคุณสามารถวางแผน Money Management ได้ดี คุณก็สามารถสร้างกำไรในตลาด Forex ได้อย่างยั่งยืน แต่หากคุณวางแผน Money Management ไม่เป็น คุณก็มีโอกาสสูงมากที่จะเจ๊งในตลาด Forex เพราะการวางแผน Money Management เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เทรดเดอร์ทุกคนควรรู้และศึกษา เพราะการให้ความสำคัญกับการวางแผน Money Management จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการออกออร์เดอร์ในแต่ลึรั้งได้อย่างรอบคอบ และยังสามารถกำหนดอนาคตของพอร์คุณได้ดวย

7. ไม่นำเงินร้อนมาเทรด

เนื่องจากตลาด Forex เป็นตลาดการลงทุนที่มีความผันผวนสูงมาก การทำกำไรในตลาด Forex จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก ไม่ควรนำเงินร้อนมาลงทุนเด็ดขาด เพราะการนำเงินร้อนมาลงทุน จะทำให้คุณมีคาดหวังผลกำไรจำนวนมาก และอาจจะทำให้คุณสูญเสียเงินลงทุน เพราะคนส่วนใหญ่ที่นำเงินร้อนมาลงทุน จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ในการทำกำไรได้ ไม่มีเวลามากพอในการฝึกฝน รอผลกำไรระยะยาวไม่ได้ หากนำเงินร้อนมาลงทุนและคาดหวังผลกำไรสูงๆ จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากๆ จึงเป็นข้อห้ามอีกอย่างนึง ที่ไม่ค่อยมีใครบอกเทรดเดอร์มือใหม่เท่าไหร่ ว่าการนำเงินร้อนมาลงทุนมีผลเสียขนาดไหน และเทรดเดอร์เกือบทุกคนที่นำเงินร้อนมาลงทุน เจ๊งและหมดตัวกันทุกคน

ขอบคุณบทความดีๆจาก forexsi

มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

สำหรับในวันนี้ เว็บของเราเว็บ loanbankpayday.net ก็จะมีบทความดีๆมาฝากทุกคนกัน โดยสำหรับในวันนี้จะเป็นบทความ มือใหม่เริ่มลงทุน ควรที่จะทำยังไงดี หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคน

มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

โดยสำหรับในยุคนี้ ก็ต้องบอกว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ยังคงเป็นคำกล่าวที่ใช้ได้ในยุคปัจจุบัน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ไม่ค่อยที่จะดีสักเท่าไหร่ และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กต่างโดนพิษเศรษฐกิจ จนต้องปิดกิจการก็มีให้เห็นอยู่เนืองๆ ดังนั้นเราที่เป็นผู้ประกอบการหรือพนักงานกินเงินเดือนจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร

ดังนั้นคนส่วนมากในปัจจุบันนี้ต้อง “ต้องประหยัด” “รู้จักการใช้จ่าย” และ “ออมเงิน” ซึ่งถือเป็นวิธีคิดที่ถูกต้อง แต่การออมเงินไว้เฉยๆ แต่ว่า ออมเงินทิ้งไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นเนื่องจากการออมที่ดีควรจะนำเงินที่เราออมนั้น ไปทำให้เกิดดอกออกผลและกำไรอีกต่อหนึ่ง

ดังนั้นการทำให้มีผลประโยชน์มากนั้น ก็ต้องเป็นการ “การออมเพื่อการลงทุน” มีวิธีที่หลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น การลงทุนในหุ้น การลงทุนประกันแบบออมทรัพย์ หรือการลงทุนในกองทุนรวม

ในปัจจุบันหลายสถาบันการเงิน หรือว่า ธนาคารนั้น ก็ได้ทำการเปิดช่องทางให้ลูกค้าสามารถทำการซื้อ กองทุนรวม ได้ง่ายๆเพียงผ่าน สาขาที่ธนาคาร เพียงเท่านั้น โดยทางธนาคารจะทำหน้าที่นำเงินที่เราไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น ทองคำ เป็นต้น ผลกำไรที่เกิดขึ้นก็จะนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนตามสัดส่วนที่ลงทุนไป โดยผู้เชี่ยวชาญของสถาบันการเงิน

กองทุนรวม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาศึกษาตลาดทุน ไม่มีประสบการณ์ หรือความชำนาญในการลงทุน แต่ต้องการที่จะนำเงินออมไปลงทุนให้เกิดดอกออกผล

กองทุนรวมสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กองทุนรวมแบบปิด และกองทุนรวมแบบเปิด

กองทุนรวมปิด

เป็นรูปแบบของกองทุนที่สถาบันการเงินจะเปิดขายเพียงครั้งเดียว และมีการตั้งกำหนดของระยะเวลาหรืออายุของกองทุนในช่วง 2, 3 หรือ 5 ปี หลังจากระยะเวลาที่กองทุนกำหนด ผู้ซื้อจึงจะสามารถขายคืนหรือได้รับเงินปันผลเป็นกำไร การลงทุนในกองทุนรวมแบบปิดเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีเงินก้อน (เย็น) ต้องการซื้อเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องการที่จะติดตามตลาด

กองทุนรวมเปิด

คือ กองทุนที่ผู้ซื้อสามารถที่จะซื้อขายได้ตลอดเวลา เช่น รายวัน หรือรายสัปดาห์ รายเดือน แต่ทั่วไปแล้ว มือใหม่จะเลือกซื้อกองทุนแบบปิด เนื่องจากมีความเสี่ยงตํ่า และสถาบันการเงินจะเลือกนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนที่มีพื้นฐานมั่นคงและอัตราเสี่ยงที่ตํ่า ผู้ลงทุนไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมีความรู้ในด้านการลงทุน แต่ยินยอมให้สถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทน โดยจะช่วยลดความเสี่ยงสำหรับมือใหม่ ไม่ต้องมานั่งกังวลกับสภาวะของตลาดที่ขึ้นลง

ทั้งนี้เรื่องราวของกองทุนรวมนั้นมีมากมายอาจจะไม่สามารถที่จะกล่าวได้ทั้งหมดในเนื้อหานี้ ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอเนื้อหาที่ลงลึกมากกว่านี้ในโอกาสต่อไป นี่เป็นแค่ออเดิร์ฟเรียกนํ้าย่อย แต่สิ่งที่ผู้กำลังมองหาช่องทางการลงทุนแบบกองทุนรวมควรจะทำ คือ ศึกษาหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงิน หากคุณสนใจที่จะเริ่มต้นลงทุนจะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน คือ ผลตอบแทนที่ดี ตามสถิติที่ระบุแจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน, ผู้ลงทุนสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง 2,000 บาท และสามารถเลือกซื้อเพิ่มได้ทุกเดือนๆ หรือระหว่างเดือนนั้น เป็นการนำเงินออมมาลงทุนบางส่วนนั้นเอง สะสมไปเรื่อยๆ พอถึงกำหนดระยะเวลาของกองทุน ก็จะได้รับผลตอบแทนที่งาม

ประการสุดท้ายของผู้ที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวมจะได้รับ คือ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ในปีนั้นๆ ดังนั้นการออมในรูปแบบนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่การมองหาช่องทางการออมแบบความเสี่ยงตํ่า กองทุนรวมจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

สำหรับมือใหม่ที่อยากจะเริ่มต้นเล่นหุ้น มีเคล็ดลับมากมาย แต่วันนี้เว็บ loanbankpayday.net ของเราจะมาแนะนำเกี่ยวกับ 5 เคล็ดลับ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100% ส่วนจะมีวิธีไหนกันบ้างนั้น มาเริ่มกันเลย

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

#1. เปลี่ยนคำว่า “เล่น” เป็น “ลงทุน”

ความแตกต่างระหว่างของคำว่า “เล่นหุ้น” กับ “การลงทุนในหุ้น” นั่นคือ “เป้าหมาย“ ในการลงทุน เพราะคำว่า “เล่นหุ้น” นั้น มักจะหมายถึงการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นๆ แต่ “การลงทุนในหุ้น” ต้องการความมั่นคงในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคตก็ตาม

#2. รู้จัก “หุ้น” ให้ดีซะก่อน

ให้รู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่างๆ บทวิเคราะห์ ข่าว ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ ถ้าถามว่ารู้แค่ไหนดี บอกตรงๆ ว่ารู้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ และเมื่อรู้เยอะแล้ว ต้อง “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

#3. ต้อง “เงินที่สามารถเสียไปโดยไม่เดือดร้อน” เท่านั้น

เงินที่เราสามารถเสียไปโดยที่ไม่เดือดร้อน หรือพูดง่ายๆ คือ เงินที่หายไปก็ไม่เสียดายนั่นเอง เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมี “ความเสี่ยง” ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ “ชีวิต” ไปเสี่ยง แบบนั้นคงไม่ดี ข้อได้เปรียบก็คือ เป็นเงินที่ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน แต่มันอาจจะเจ็บใจเล็กน้อยเมื่อขาดทุน

#4. รู้จัก “ตัวเรา” ให้ดีพอ

เราจะต้องรู้ก่อนว่า เรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนกันแน่ เพราะบางคนเล่นหุ้นเพราะหวังกำไรเยอะๆ แต่รับความเสี่ยงไม่ได้ ผลสุดท้ายต้องทรมานจิตใจแทน ดูเช้า ดูเย็น ดูทั้งวัน งานการไม่ได้ทำเพราะกลัว อันนี้ก็ไม่ไหวนะ

#5. รักษาต้นทุนก่อนคิดถึง “กำไร”

ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่หวังกำไรจะเล่นไปทำไมใช่ไหมครับ แต่ความหวังที่อยากจะได้กำไรสูงๆ นั่นแหละครับ ทำให้เราทุกคนเกิดความโลภในการลงทุน จนบางครั้งมองข้ามสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไป ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อหุ้นทุกครั้ง เราต้องถามตัวเองย้ำๆ ว่า เราจะลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้ต่ำที่สุดได้อย่างไร นั้นต่างหาที่จะเป็นส่วนสำคัญ

ฟอเร็กซ์ เรามามทำความรู้จักกับตลาดเงินอย่าง Forex กันดีกว่า

ฟอเร็กซ์ เรามามทำความรู้จักกับตลาดเงินอย่าง Forex กันดีกว่า

ฟอเร็กซ์ ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับ Forex กันดีกว่า

และสำหรับในวันนี้นั้น เว็บของเราเว็บ loanbankpayday.net ก็จะแนะนำ และเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ทำให้ทุกๆคนนั้นได้มาทำความรู้จัก ฟอเร็กซ์ กันว่ามันคืออะไร และต้องลงทุนยังไง โดยในวันนี้ เว็บของเราก็จะแนะทำให้กับทุกๆท่านได้มารู้จักกับ Forex

ฟอเร็กซ์ เรามามทำความรู้จักกับตลาดเงินอย่าง Forex กันดีกว่า

Forex (Foreign Exchange) โดย Forex นั้นจะเป็นตลาดการซื้อขายอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา และสำหรับ ราคาของ Forex นั้นก็จะมีการแปรผันตาม demand และ supply ของแต่ละสกุลเงิน และแต่ละ สกุลเงินนั้น ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ เศรษฐกิจ และรวมไปถึงสถานการณ์บ้านเมืองของแต่ละประเทศอีกด้วย และก็เกี่ยวข้องทุกๆอย่างภายในประเทศนั้นอีกด้วย ซึ่งถือว่า ค่าเงินนั้น ค่าข้างที่ผันผวน เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ดังนั้นการเล่น Forex นั้นก็ต้องมีการศึกษาให้ละเอียดก่อนอีกด้วย

โดยสำหรับการซื้อขายเงินสกุลใหญ่ ๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP), เยน (JPY) จะมีสภาพคล่องสูงมาก เนื่องจากมีผู้เล่นจำนวนมากและมีการเปลี่ยนแปลงของราคาตลอดเวลา โดยก่อนหน้านั้น Forex ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มสถาบันการเงินใหญ่ ๆ เช่น ธนาคาร หรือบริษัทประกัน แต่ในปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็นให้สามารถที่จะเทรด ออนไลน์ได้ เลยทำให้ นักลงทุนต่างๆหรือว่า
นักลงทุนรายย่อย นั้นสามารถที่จะเข้ามาลงเล่น เข้ามาลงทุน ผ่านระบบออนไลน์ โดยจะเป็นการลงทุนผ่าน ระบบออนไลน์ของแต่ละบริษัท ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในคำสั่ง ในการซื้อ หรือว่า ขาย ไปยังตลาดซื้อขายเงินตรา

โดยเราสามารถที่จะแบ่ง Forex ที่เด่นๆ ได้ดังนั้น

  • เป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เปิดทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ การซื้อขายเริ่มตั้งแต่ตลาดเปิดทำการตอนเช้าในออสเตรเลีย เอเชีย ยุโรปและจนจบวันทำการของอเมริกา
  • มีสภาพคล่องสูง เพราะว่ามีคนเล่น หรือว่ามีคนลงทุนเป็นจำนวนมาก ทั่วโลก เมื่อเทียบการเล่นลงทุนอื่นๆ ที่จะอาจจะลงเล่นภายในประเทศเพียงเท่านั้น
  • มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากว่า การลงทุน Forex นั้นมีการแปรผันรวดเร็วมากๆเลย ถ้าเกิดว่า ตลาดเกิดการ ดาวห์ ก็อาจจะทำให้หมดตัวได้เลยภายในระยะเวลาสั้นเพียงเท่านั้น
  • ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ถือว่าเป็นข้อดีมากๆเลย เพราะว่าเราสามารถที่จะทำกำไรจาก Forex ได้ทั้งขึ้น หรือว่าลง เพราะว่าตลาด Forex นั้นไม่ได้จะซื้อเงินตราอย่างเดียวเท่านั้น แต่เราสามารถซึ่ง ว่าตลาดจะตก หรือว่า จะขึ้นได้อีกด้วย เลยทำให้สามารถ ที่จะทำกำไรได้ทั้งขึ้นและลงเลยทีเดียว
  • ใช้เงินลงทุนต่ำ แต่สามารถสร้างกำไรได้สูงด้วย leverage แต่ในทางตรงข้าม leverage ก็ทำให้ขาดทุนได้สูงมากเช่นกัน
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขายต่ำ ถือว่ามีค่าลงทุนที่น้อยอยู่เหมือนกัน เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่านี้มากเลยทีเดียว

แต่ว่าสำหรับการทำกำไรนั้น ก็คล้ายกับการเล่นหุ้น เพราะว่า ถ้าเกิดว่านักลงทุนไปลงทุน กราฟก็จะขึ้น แต่ถ้านักลงทุนเทขาย กราฟก็จะลง เช่น หากคาดการณ์ว่า ค่าเงิน EUR จะอ่อนลงเมื่อเทียบกับ USD นักลงทุนอาจจะสั่งขาย EUR/USD ณ ราคาปัจจุบัน โดยหากการคาดการณ์ของเราถูกต้อง และราคา EUR/USD ลดลง เราก็สามารถทำกำไรโดยการปิดสถานะการขาย ซึ่งกำไรที่ได้จะเป็นส่วนต่างของราคา คูณกับจำนวนหน่วยที่ซื้อ

มาดูตัวอย่างกันครับ จากการคาดการณ์ตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งหมายความถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น น่าจะมีผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ดังนั้นถ้าเกิดว่าเลือกที่จะไปเล่น ค่าเงิน USD ก็มีโอกาศที่เราจะสามารถที่จะทำกำไรได้มากกว่า

และด้วยลักษณะของ Forex ที่มีความเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว มีสภาพคล่องสูง ทั้งยังสามารถใช้ leverage ทำให้สร้างกำไรได้สูงด้วยเงินลงทุนต่ำ จึงอาจกล่าวได้ว่า การลงทุนใน Forex เหมาะกับนักลงทุนขาซิ่งที่ชอบความเสี่ยงสูง เน้นทำกำไรในช่วงเวลาสั้น ๆ ตัดสินใจซื้อขายอย่างรวดเร็ว หากสนใจด้านการลงทุนแนวอื่น ๆ ผมขอแนะนำบทความดี ๆ อย่างเจาะโอกาสการลงทุนในยุคตลาดผันผวน
ลองอ่านดูครับ คิดว่าน่าจะได้ไอเดียไปต่อยอดกันอีกเยอะเลย

กองทุน LTF การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คิดแถมยังทำเงินได้อีกด้วย

LTF การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คิดแถมยังทำเงินได้อีกด้วย

กองทุน LTF การวางแผนการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอยากที่คิด

และสำหรับในวันนี้นั้น เว็บ loanbankpayday.net นั้นจะมาแนะนำการลงทุน กองทุน LTF และการวางแผนการลงทุน และสำหรับการลงทุน LTF นั้นไม่มีความเสี่ยงเหมือนๆทุกๆคนเข้าใจกัน

LTF การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คิดแถมยังทำเงินได้อีกด้วย

โดยปกติแล้วข้อกำหนดของการลงทุนในแบบ LTF จะเป็นการนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือว่าที่ว่าเราเรียกกันแบบง่ายๆ นั้นก็คือการลงทุนแบบหุ้นนั้นเอง แต่ว่า สำหรับการลงทุนในหุ้นนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ว่าสำหรับหลายคน แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว การลงทุนใน LTF กลับไม่ได้มีความเสี่ยงสูงมากอย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจาก

โดยสำหรับกองทุน LTF มักจะลงทุนในหุ้นใหญ่ ๆ ของแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งสำหรับการลงทุนแบบ LTF นั้นก็ล้วนเป็นกิจการที่มั่นคง และมีผลประกอบการดีเป็นอย่างมากเลยทีเดียว และเป็นผลประกบการณ์ที่มีความมั่นคง และมีรายได้มาก และเราสามารถดูรายชื่อหุ้นที่กองทุนมีการลงทุนได้จากหนังสือ ที่ได้รับการชวนในการลงทุน และสามารถที่จะตรวจสอบได้ตลอดเวลา

โดยสำหรับกองทุน LTF นั้นจะมีการกระจายความเสี่ยง โดยการซื้อหุ้นหลายตัว ในบางกองทุนมีการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม หรือบางกองทุนลงทุนในดัชนี SET ที่เหมือนกันกับการซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด และยังนอกจากนี้ ยังมีกองทุน LTF ที่สามารถจะแบ่งเงินลงทุนที่มีอยู่ส่วนหนึ่ง ไปลงทุนในรูปแบบของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ตราสารหนี้ภาครัฐ สถาบันการเงิน บริษัทเอกชน หรือเงินฝากธนาคาร ซึ่งยิ่งเป็นการลดความเสี่ยงโดยรวมของกองทุนลงไปอีก

สำหรับการลงทุนแบบ LTF นั้นจะมีการบริหารจัดการโดยมืออาชีพ เพราะว่าจะให้ผู้จัดการกองทุนผู้ที่มีประสบการณ์ และที่การติดตามความเคลื่อนไหวของหุ้น ข่าวที่มีผลกระทบ และซื้อขายหุ้นเข้ากองทุนตามความเหมาะสม และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด ทำให้กองทุนนี้ ทำให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การถือครองหุ้นระยะเวลานานมักจะสร้างผลกำไรให้นักลงทุน ด้วยข้อกำหนด ทำให้ผู้ลงทุนต้องถือครองกองทุน LTF ไม่ต่ำกว่า 5 ปีปฏิทิน ซึ่งนอกจากกำไร/ขาดทุนที่เราจะได้รับจากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนในวันที่ขายกับราคาซื้อหน่วยลงทุนแล้ว เรายังได้รับเงินภาษีคืนจากการลดหย่อนค่าซื้อ LTF ในปีที่ลงทุน รวมทั้งเงินปันผลในระหว่างปีอีกด้วย หากกองทุนที่เราซื้อมีนโยบายจ่ายปันผล

วิธีที่จะลดความเสี่ยงจากการลงทุน LTF ลงได้อีกโดย

จากการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เห็นไหมว่า การลงทุนของ LTF นั้นไม่ได้มีความเสี่ยงสูง มากกว่าที่คิด และยังมีความปลอดภัยอีกด้วยนะ
เลือกซื้อกองทุนที่มีความน่าเชื่อถือ และดูแลโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถ โดยดูได้จากผลการดำเนินงานย้อนหลังของแต่ละกองทุนในเว็บไซต์ ทั้งนี้ “ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต” นะครับ
เลือกซื้อกองทุนที่มีนโยบายที่น่าสนใจ มีการลงทุนในหุ้น และอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตต่อไปในอนาคต
ซื้อเฉลี่ยทั้งปี (Dollar Cost Average) เพราะกองทุนที่ลงทุนในหุ้นย่อมมีราคาขึ้นลงตามราคาหุ้น จึงเป็นการยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า เมื่อไหร่เราจึงจะซื้อหน่วยลงทุนได้ในราคาที่ถูกที่สุด ดังนั้น เราอาจแบ่งซื้อ LTF เดือนละครั้ง หรือไตรมาสละครั้ง เพื่อลดความผันผวนของราคาครับ
ซื้อ LTF หลายกองทุน เพราะแต่ละกองทุนมีนโยบายไม่เหมือนกัน และดูแลด้วยผู้จัดการกองทุนที่ต่างกัน การซื้อ LTF หลายกองทุนจึงนับได้ว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงจากนโยบายการลงทุน รวมทั้งเป็นการกระจายความเสี่ยงจากผลการดำเนินงานของกองทุนด้วยครับ

เมื่อรู้จัก LTF มากขึ้น รวมทั้งวิธีกระจายความเสี่ยงในการลงทุน LTF แล้ว หวังว่า เพื่อน ๆ คงสบายใจขึ้นกับการตัดสินใจซื้อ LTF ในครั้งต่อไปแล้วนะครับ (ทำความรู้จัก LTF แล้วก็มารู้จัก RMF กันต่อได้ที่นี่ครับ)

4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม

4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม

หลายคนคงจะเคยได้ยินมาเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวม มาบ้างแล้ว แต่ก็อาจจะมีหลลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่า มันจะสามารถทำเงินได้อย่างไร ซึ่งมันก็มีหลายวิธีในการทำกำไรจากกองทุนรวมเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ ทาง loanbankpayday.net จึงจะมาแนะนำ 4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม ให้เพื่อน ๆ ได้ทำความเข้าใจและเป็นแนวทางต่อไป ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ

 

#1.  ซื้อกองทุนรวมประเภทมีเงินปันผล

กองทุนรวมมีหลากหลายประเภทและนโยบายของแต่ละกองทุนก็จะแตกต่างกันด้วย นโยบายการจ่ายเงินปันผลโดยผลกำไรที่กองทุนทำได้ในระหว่างปีจะถูกจัดสรรและจ่ายคืนให้กับผผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นอัตราร้อยละตามที่นโยบาลของกองทุนนั้นกำหนดไว้ ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในระหว่างการถือครองหน่วยลงทุน รวมไปถึงในกรณีที่ ขายคืน หน่วยลงทุน จะได้กำไรจากส่วนต่างของมูลค่าหน่วยลงทุนอีกด้วย

#2. ใช้กองทุนรวมเป็นที่เก็บเงินแทนบัญชี

โดยปกติแล้วหลาย ๆ คนคงฝากเงินไว้กับบัญชีออมทรัพย์กันอยู่แล้ว อันนี้ก็จะคลาย ๆ กันแค่ลองเปลี่ยนมาฝากไว้ในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ และเกณฑ์การเลือกกองทุนรวมนั้นในลองหากองทุนที่มีนโยบาลรักษาเงินต้น โดยอาจให้ผลตอบแทนต่อปีด้วย ซึ่งบางกองทุนก็มีผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยประมาณ 0.5% ต่อปี ก็มีเช่นกัน

#3. รับประโยชน์ทางภาษีผ่านกองทุน LTF/RMF

สำหรับใครที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี กองทุนรวหุ้นระยะยาวหรือที่เรียกกันว่า LTF และกองทุนรวมเพื่อเลี้ยงชีพ หรือที่เรียกกันว่า RMF เป็นการสร้างกำไรสองต่อ นั้นก็คือ สามารถนำเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนมาลดหย่อนภาษีในปีที่ลงทุนอีกด้วย แถมยังสามารถรับผลประโยชน์ทางภาษี จะต้องทำตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสรรพากร ซึ่งกองทุนแบบ LTF นั้น ผู้ลงทุนจะถอนได้เมื่อถือครบ 7 ปี ส่วนแบบ RMF ถอนได้เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์และมีการลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนขายคืน หนึ่งในวิธีง่าย ๆ เพื่อการกระจายความเสี่ยง คือ แบ่งเงินลงทุน และซื้อหน่วยลงทุนทุกเดือน เดือนละเท่า ๆ กัน หรือที่เรียกว่า DCA (Dollar Cost Averaging) ด้วยวิธีนี้ เราจะได้ซื้อหน่วยลงทุนในราคากลาง ๆ ถึงจะไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ราคาที่แพงที่สุดเช่นกัน

#4. เพิ่มโอกาสการลงทุนด้วยกองทุนรวม

ต้องบอกก่อนว่าข้อดีของกองทุนรวม คือ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สามารถลงทุนได้ด้วยเงินไม่สูงนัก เช่น กองพักเงิน ที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือเงินฝาก โดยที่มีเงินเริ่มต้นขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 บาท ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบาย จะมีผู้ที่คอยจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์และความรู้ ความเขี่ยวขาญในการบริหารจัดการกองทุน

 

หวังว่า 4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม ที่เราเอามาแนะนำ จะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยในการตัดสินใจลงทุนต่าง ๆ ให้กับทุกคนได้นะครับ หากใครคนไหนที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อสอบถามได้กับทางธนาคารที่สนใจ สุดท้ายนี้ก็อยากจะแนะนำว่า ควรศึกษาให้ดีก่อนที่จะลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้นะครับ

หุ้นตัวแรก สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ควรซื้อไว้

หุ้นตัวแรก สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ควรซื้อไว้

หุ้นตัวแรก สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ควรซื้อไว้ ที่คุณควรจะซื้อตอนเริ่มต้นในการลงทุนครั้งแรก ควรจะเลือก หุ้นที่ดี ที่มีความเสี่ยงที่น้อย และสามารถจะทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง บางคนมีการเลือกหุ้นที่ไม่เหมือนกัน บางคนเลือกหุ้นที่มีตัวอักษรแรกที่ตรงกับชื่อ หรือเลือกจากหุ้นที่กำลังดัง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ณ ตอนนั้น ดังนั้นเราจะมาแนะนำการเลือก หุ้นที่ดี ที่จะมาเป็นหุ้นตัวแรกสำหรับการเริ่มต้นของคุณกัน

โดยเราจะมาเริ่มจาก หุ้นที่ดี ควรจะมีอะไรบ้าง หลักๆแล้วจะมีอยู่ 3 ข้อ ดังตอนไปนี้

ข้อ 1. เข้าใจในหุ้นตัวนั้น อันดับแรกเหนือสิ่งอื่นใด การเลือกบริษัท ที่จะลงทุนด้วย แนะนำให้เลือกบริษัทที่เรารู้จักเกี่ยวกับสินค้าของบริษัทนั้นเป็นอย่างดี การทดสอบง่าย ๆ ว่าเราเข้าใจหุ้นตัวนั้นดีมากแค่ไหนนั้นก็คือ เราต้องเล่าเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นให้คนอื่นฟัง และเข้าใจได้ง่าย ๆ หรือ เราวาดเป็นภาพออกมาง่าย ๆ บนกระดาษแผ่นเดียวได้ ถ้าแม้แต่เด็ก 10 ขวบ นั้นแหละถือว่า เป็นหุ้นที่เราเข้าใจเป็นอย่างดี

ข้อ 2. เป็นหุ้นที่ปลอดภัย การลงทุนในครั้งแรก แนะนำว่า ไม่ควรที่จะเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง เพราะว่าหากขาดทุนจะทำให้เราไม่เจ็บตัวมากนัก ยกตัวอย่างเช่น มีสภาพคล่องตัว

D/E < 1 เท่า เพื่อบอกว่าบริษัทไม่ได้กู้หนี้ยืมสินมาเกินตัว จนสุดท้ายต้องเพิ่มทุนถ้าจะไปลุยโครงการที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

CFO เป็นบวก พราะนั่นคือเงินสดที่บริษัทได้เข้ามาในกระเป๋าจริง ๆ หลายครั้งมือใหม่มักจะพลาดดูเฉพาะงบกำไรขาดทุนและเห็นบรรทัดสุดท้ายเป็นตัวเลขสูง ๆ คิดว่าดี แต่ไม่เข้าใจว่าเขาบันทึกด้วยเกณฑ์สิทธิ์

Cash Cycle ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะนั่นคือการที่เรามีเงินมาหมุนเวียนในกิจการได้ดี เรามักจะสังเกตเห็นว่าหุ้นค้าปลีกมักมี CC เป็นลบ เพราะว่ารับเงินสดจากลูกค้าแต่จ่ายเงิน supplier เป็นเครดิต

ข้อ 3. มีการปันผลที่ดี เพื่อที่จะทำให้เราอุ่นใจอย่างน้อย ๆ หุ้นต้องมีการขอให้มีปันผล 3-4% เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ยังมีเงินปันผลรองรับ นอกจากนี้เราก็อาจจะลองสังเกตจากรายงานผู้ตรวจสอบบัญชีว่า โดยปกติแล้วรับรองงบการเงินทุกไตรมาสหรือเปล่า หรือว่าไม่รับรอง ไม่ถูกต้อง มีเงื่อนไขในงบ ก็ให้เราสงสัยไว้ก่อนว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลด้วยรึป่าว

สรุป หลักการง่าย ๆ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังค้นหาหุ้นตัวแรกลองจำคำขวัญนี้ไปใช้ดูครับ “หุ้นดี มีคุณธรรม ขยันทำกำไร”

สุดท้ายนี้ ขอสรุปสั้น ๆ หลักการของการเลือกง่าย ๆ ควรจะเลือกอะไรที่เรารู้สึกชอบและอยากที่จะลงทุนกับมันจริง ๆ มันก็เหมือนกันการเลือกคู่นั้นแหละครับ หากเราชอบมัน เวลาเราอยู่กับมัน เราก็จะมีความสุขไปกับมัน เพราะผมเชื่อว่า “มูลค่าหรือคุณค่า” คือสิ่งแรกที่เราต้องพิจารณา และ “ราคา” คือสิ่งสุดท้ายที่เราค่อยไปดูต่างหากว่าคุ้มค่า

อ้างอิง : www.finnomena.com