มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

สำหรับในวันนี้ เว็บของเราเว็บ loanbankpayday.net ก็จะมีบทความดีๆมาฝากทุกคนกัน โดยสำหรับในวันนี้จะเป็นบทความ มือใหม่เริ่มลงทุน ควรที่จะทำยังไงดี หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคน

มือใหม่เริ่มลงทุน ในกองทุนรวมควรทำยังไงดี

โดยสำหรับในยุคนี้ ก็ต้องบอกว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ยังคงเป็นคำกล่าวที่ใช้ได้ในยุคปัจจุบัน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ไม่ค่อยที่จะดีสักเท่าไหร่ และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กต่างโดนพิษเศรษฐกิจ จนต้องปิดกิจการก็มีให้เห็นอยู่เนืองๆ ดังนั้นเราที่เป็นผู้ประกอบการหรือพนักงานกินเงินเดือนจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร

ดังนั้นคนส่วนมากในปัจจุบันนี้ต้อง “ต้องประหยัด” “รู้จักการใช้จ่าย” และ “ออมเงิน” ซึ่งถือเป็นวิธีคิดที่ถูกต้อง แต่การออมเงินไว้เฉยๆ แต่ว่า ออมเงินทิ้งไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นเนื่องจากการออมที่ดีควรจะนำเงินที่เราออมนั้น ไปทำให้เกิดดอกออกผลและกำไรอีกต่อหนึ่ง

ดังนั้นการทำให้มีผลประโยชน์มากนั้น ก็ต้องเป็นการ “การออมเพื่อการลงทุน” มีวิธีที่หลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น การลงทุนในหุ้น การลงทุนประกันแบบออมทรัพย์ หรือการลงทุนในกองทุนรวม

ในปัจจุบันหลายสถาบันการเงิน หรือว่า ธนาคารนั้น ก็ได้ทำการเปิดช่องทางให้ลูกค้าสามารถทำการซื้อ กองทุนรวม ได้ง่ายๆเพียงผ่าน สาขาที่ธนาคาร เพียงเท่านั้น โดยทางธนาคารจะทำหน้าที่นำเงินที่เราไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น ทองคำ เป็นต้น ผลกำไรที่เกิดขึ้นก็จะนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนตามสัดส่วนที่ลงทุนไป โดยผู้เชี่ยวชาญของสถาบันการเงิน

กองทุนรวม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาศึกษาตลาดทุน ไม่มีประสบการณ์ หรือความชำนาญในการลงทุน แต่ต้องการที่จะนำเงินออมไปลงทุนให้เกิดดอกออกผล

กองทุนรวมสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กองทุนรวมแบบปิด และกองทุนรวมแบบเปิด

กองทุนรวมปิด

เป็นรูปแบบของกองทุนที่สถาบันการเงินจะเปิดขายเพียงครั้งเดียว และมีการตั้งกำหนดของระยะเวลาหรืออายุของกองทุนในช่วง 2, 3 หรือ 5 ปี หลังจากระยะเวลาที่กองทุนกำหนด ผู้ซื้อจึงจะสามารถขายคืนหรือได้รับเงินปันผลเป็นกำไร การลงทุนในกองทุนรวมแบบปิดเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีเงินก้อน (เย็น) ต้องการซื้อเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องการที่จะติดตามตลาด

กองทุนรวมเปิด

คือ กองทุนที่ผู้ซื้อสามารถที่จะซื้อขายได้ตลอดเวลา เช่น รายวัน หรือรายสัปดาห์ รายเดือน แต่ทั่วไปแล้ว มือใหม่จะเลือกซื้อกองทุนแบบปิด เนื่องจากมีความเสี่ยงตํ่า และสถาบันการเงินจะเลือกนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนที่มีพื้นฐานมั่นคงและอัตราเสี่ยงที่ตํ่า ผู้ลงทุนไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมีความรู้ในด้านการลงทุน แต่ยินยอมให้สถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทน โดยจะช่วยลดความเสี่ยงสำหรับมือใหม่ ไม่ต้องมานั่งกังวลกับสภาวะของตลาดที่ขึ้นลง

ทั้งนี้เรื่องราวของกองทุนรวมนั้นมีมากมายอาจจะไม่สามารถที่จะกล่าวได้ทั้งหมดในเนื้อหานี้ ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอเนื้อหาที่ลงลึกมากกว่านี้ในโอกาสต่อไป นี่เป็นแค่ออเดิร์ฟเรียกนํ้าย่อย แต่สิ่งที่ผู้กำลังมองหาช่องทางการลงทุนแบบกองทุนรวมควรจะทำ คือ ศึกษาหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงิน หากคุณสนใจที่จะเริ่มต้นลงทุนจะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน คือ ผลตอบแทนที่ดี ตามสถิติที่ระบุแจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน, ผู้ลงทุนสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง 2,000 บาท และสามารถเลือกซื้อเพิ่มได้ทุกเดือนๆ หรือระหว่างเดือนนั้น เป็นการนำเงินออมมาลงทุนบางส่วนนั้นเอง สะสมไปเรื่อยๆ พอถึงกำหนดระยะเวลาของกองทุน ก็จะได้รับผลตอบแทนที่งาม

ประการสุดท้ายของผู้ที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวมจะได้รับ คือ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ในปีนั้นๆ ดังนั้นการออมในรูปแบบนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่การมองหาช่องทางการออมแบบความเสี่ยงตํ่า กองทุนรวมจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

สำหรับมือใหม่ที่อยากจะเริ่มต้นเล่นหุ้น มีเคล็ดลับมากมาย แต่วันนี้เว็บ loanbankpayday.net ของเราจะมาแนะนำเกี่ยวกับ 5 เคล็ดลับ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100% ส่วนจะมีวิธีไหนกันบ้างนั้น มาเริ่มกันเลย

5 เคล็ดลับ สำหรับมือใหม่ เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร100%

#1. เปลี่ยนคำว่า “เล่น” เป็น “ลงทุน”

ความแตกต่างระหว่างของคำว่า “เล่นหุ้น” กับ “การลงทุนในหุ้น” นั่นคือ “เป้าหมาย“ ในการลงทุน เพราะคำว่า “เล่นหุ้น” นั้น มักจะหมายถึงการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นๆ แต่ “การลงทุนในหุ้น” ต้องการความมั่นคงในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคตก็ตาม

#2. รู้จัก “หุ้น” ให้ดีซะก่อน

ให้รู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่างๆ บทวิเคราะห์ ข่าว ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ ถ้าถามว่ารู้แค่ไหนดี บอกตรงๆ ว่ารู้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ และเมื่อรู้เยอะแล้ว ต้อง “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

#3. ต้อง “เงินที่สามารถเสียไปโดยไม่เดือดร้อน” เท่านั้น

เงินที่เราสามารถเสียไปโดยที่ไม่เดือดร้อน หรือพูดง่ายๆ คือ เงินที่หายไปก็ไม่เสียดายนั่นเอง เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมี “ความเสี่ยง” ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ “ชีวิต” ไปเสี่ยง แบบนั้นคงไม่ดี ข้อได้เปรียบก็คือ เป็นเงินที่ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน แต่มันอาจจะเจ็บใจเล็กน้อยเมื่อขาดทุน

#4. รู้จัก “ตัวเรา” ให้ดีพอ

เราจะต้องรู้ก่อนว่า เรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนกันแน่ เพราะบางคนเล่นหุ้นเพราะหวังกำไรเยอะๆ แต่รับความเสี่ยงไม่ได้ ผลสุดท้ายต้องทรมานจิตใจแทน ดูเช้า ดูเย็น ดูทั้งวัน งานการไม่ได้ทำเพราะกลัว อันนี้ก็ไม่ไหวนะ

#5. รักษาต้นทุนก่อนคิดถึง “กำไร”

ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่หวังกำไรจะเล่นไปทำไมใช่ไหมครับ แต่ความหวังที่อยากจะได้กำไรสูงๆ นั่นแหละครับ ทำให้เราทุกคนเกิดความโลภในการลงทุน จนบางครั้งมองข้ามสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไป ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อหุ้นทุกครั้ง เราต้องถามตัวเองย้ำๆ ว่า เราจะลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้ต่ำที่สุดได้อย่างไร นั้นต่างหาที่จะเป็นส่วนสำคัญ

ฟอเร็กซ์ เรามามทำความรู้จักกับตลาดเงินอย่าง Forex กันดีกว่า

ฟอเร็กซ์ เรามามทำความรู้จักกับตลาดเงินอย่าง Forex กันดีกว่า

ฟอเร็กซ์ ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับ Forex กันดีกว่า

และสำหรับในวันนี้นั้น เว็บของเราเว็บ loanbankpayday.net ก็จะแนะนำ และเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ทำให้ทุกๆคนนั้นได้มาทำความรู้จัก ฟอเร็กซ์ กันว่ามันคืออะไร และต้องลงทุนยังไง โดยในวันนี้ เว็บของเราก็จะแนะทำให้กับทุกๆท่านได้มารู้จักกับ Forex

ฟอเร็กซ์ เรามามทำความรู้จักกับตลาดเงินอย่าง Forex กันดีกว่า

Forex (Foreign Exchange) โดย Forex นั้นจะเป็นตลาดการซื้อขายอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา และสำหรับ ราคาของ Forex นั้นก็จะมีการแปรผันตาม demand และ supply ของแต่ละสกุลเงิน และแต่ละ สกุลเงินนั้น ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ เศรษฐกิจ และรวมไปถึงสถานการณ์บ้านเมืองของแต่ละประเทศอีกด้วย และก็เกี่ยวข้องทุกๆอย่างภายในประเทศนั้นอีกด้วย ซึ่งถือว่า ค่าเงินนั้น ค่าข้างที่ผันผวน เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ดังนั้นการเล่น Forex นั้นก็ต้องมีการศึกษาให้ละเอียดก่อนอีกด้วย

โดยสำหรับการซื้อขายเงินสกุลใหญ่ ๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP), เยน (JPY) จะมีสภาพคล่องสูงมาก เนื่องจากมีผู้เล่นจำนวนมากและมีการเปลี่ยนแปลงของราคาตลอดเวลา โดยก่อนหน้านั้น Forex ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มสถาบันการเงินใหญ่ ๆ เช่น ธนาคาร หรือบริษัทประกัน แต่ในปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็นให้สามารถที่จะเทรด ออนไลน์ได้ เลยทำให้ นักลงทุนต่างๆหรือว่า
นักลงทุนรายย่อย นั้นสามารถที่จะเข้ามาลงเล่น เข้ามาลงทุน ผ่านระบบออนไลน์ โดยจะเป็นการลงทุนผ่าน ระบบออนไลน์ของแต่ละบริษัท ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในคำสั่ง ในการซื้อ หรือว่า ขาย ไปยังตลาดซื้อขายเงินตรา

โดยเราสามารถที่จะแบ่ง Forex ที่เด่นๆ ได้ดังนั้น

  • เป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เปิดทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ การซื้อขายเริ่มตั้งแต่ตลาดเปิดทำการตอนเช้าในออสเตรเลีย เอเชีย ยุโรปและจนจบวันทำการของอเมริกา
  • มีสภาพคล่องสูง เพราะว่ามีคนเล่น หรือว่ามีคนลงทุนเป็นจำนวนมาก ทั่วโลก เมื่อเทียบการเล่นลงทุนอื่นๆ ที่จะอาจจะลงเล่นภายในประเทศเพียงเท่านั้น
  • มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากว่า การลงทุน Forex นั้นมีการแปรผันรวดเร็วมากๆเลย ถ้าเกิดว่า ตลาดเกิดการ ดาวห์ ก็อาจจะทำให้หมดตัวได้เลยภายในระยะเวลาสั้นเพียงเท่านั้น
  • ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ถือว่าเป็นข้อดีมากๆเลย เพราะว่าเราสามารถที่จะทำกำไรจาก Forex ได้ทั้งขึ้น หรือว่าลง เพราะว่าตลาด Forex นั้นไม่ได้จะซื้อเงินตราอย่างเดียวเท่านั้น แต่เราสามารถซึ่ง ว่าตลาดจะตก หรือว่า จะขึ้นได้อีกด้วย เลยทำให้สามารถ ที่จะทำกำไรได้ทั้งขึ้นและลงเลยทีเดียว
  • ใช้เงินลงทุนต่ำ แต่สามารถสร้างกำไรได้สูงด้วย leverage แต่ในทางตรงข้าม leverage ก็ทำให้ขาดทุนได้สูงมากเช่นกัน
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขายต่ำ ถือว่ามีค่าลงทุนที่น้อยอยู่เหมือนกัน เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่านี้มากเลยทีเดียว

แต่ว่าสำหรับการทำกำไรนั้น ก็คล้ายกับการเล่นหุ้น เพราะว่า ถ้าเกิดว่านักลงทุนไปลงทุน กราฟก็จะขึ้น แต่ถ้านักลงทุนเทขาย กราฟก็จะลง เช่น หากคาดการณ์ว่า ค่าเงิน EUR จะอ่อนลงเมื่อเทียบกับ USD นักลงทุนอาจจะสั่งขาย EUR/USD ณ ราคาปัจจุบัน โดยหากการคาดการณ์ของเราถูกต้อง และราคา EUR/USD ลดลง เราก็สามารถทำกำไรโดยการปิดสถานะการขาย ซึ่งกำไรที่ได้จะเป็นส่วนต่างของราคา คูณกับจำนวนหน่วยที่ซื้อ

มาดูตัวอย่างกันครับ จากการคาดการณ์ตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งหมายความถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น น่าจะมีผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ดังนั้นถ้าเกิดว่าเลือกที่จะไปเล่น ค่าเงิน USD ก็มีโอกาศที่เราจะสามารถที่จะทำกำไรได้มากกว่า

และด้วยลักษณะของ Forex ที่มีความเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว มีสภาพคล่องสูง ทั้งยังสามารถใช้ leverage ทำให้สร้างกำไรได้สูงด้วยเงินลงทุนต่ำ จึงอาจกล่าวได้ว่า การลงทุนใน Forex เหมาะกับนักลงทุนขาซิ่งที่ชอบความเสี่ยงสูง เน้นทำกำไรในช่วงเวลาสั้น ๆ ตัดสินใจซื้อขายอย่างรวดเร็ว หากสนใจด้านการลงทุนแนวอื่น ๆ ผมขอแนะนำบทความดี ๆ อย่างเจาะโอกาสการลงทุนในยุคตลาดผันผวน
ลองอ่านดูครับ คิดว่าน่าจะได้ไอเดียไปต่อยอดกันอีกเยอะเลย

กองทุน LTF การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คิดแถมยังทำเงินได้อีกด้วย

LTF การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คิดแถมยังทำเงินได้อีกด้วย

กองทุน LTF การวางแผนการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอยากที่คิด

และสำหรับในวันนี้นั้น เว็บ loanbankpayday.net นั้นจะมาแนะนำการลงทุน กองทุน LTF และการวางแผนการลงทุน และสำหรับการลงทุน LTF นั้นไม่มีความเสี่ยงเหมือนๆทุกๆคนเข้าใจกัน

LTF การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คิดแถมยังทำเงินได้อีกด้วย

โดยปกติแล้วข้อกำหนดของการลงทุนในแบบ LTF จะเป็นการนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือว่าที่ว่าเราเรียกกันแบบง่ายๆ นั้นก็คือการลงทุนแบบหุ้นนั้นเอง แต่ว่า สำหรับการลงทุนในหุ้นนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ว่าสำหรับหลายคน แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว การลงทุนใน LTF กลับไม่ได้มีความเสี่ยงสูงมากอย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจาก

โดยสำหรับกองทุน LTF มักจะลงทุนในหุ้นใหญ่ ๆ ของแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งสำหรับการลงทุนแบบ LTF นั้นก็ล้วนเป็นกิจการที่มั่นคง และมีผลประกอบการดีเป็นอย่างมากเลยทีเดียว และเป็นผลประกบการณ์ที่มีความมั่นคง และมีรายได้มาก และเราสามารถดูรายชื่อหุ้นที่กองทุนมีการลงทุนได้จากหนังสือ ที่ได้รับการชวนในการลงทุน และสามารถที่จะตรวจสอบได้ตลอดเวลา

โดยสำหรับกองทุน LTF นั้นจะมีการกระจายความเสี่ยง โดยการซื้อหุ้นหลายตัว ในบางกองทุนมีการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม หรือบางกองทุนลงทุนในดัชนี SET ที่เหมือนกันกับการซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด และยังนอกจากนี้ ยังมีกองทุน LTF ที่สามารถจะแบ่งเงินลงทุนที่มีอยู่ส่วนหนึ่ง ไปลงทุนในรูปแบบของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ตราสารหนี้ภาครัฐ สถาบันการเงิน บริษัทเอกชน หรือเงินฝากธนาคาร ซึ่งยิ่งเป็นการลดความเสี่ยงโดยรวมของกองทุนลงไปอีก

สำหรับการลงทุนแบบ LTF นั้นจะมีการบริหารจัดการโดยมืออาชีพ เพราะว่าจะให้ผู้จัดการกองทุนผู้ที่มีประสบการณ์ และที่การติดตามความเคลื่อนไหวของหุ้น ข่าวที่มีผลกระทบ และซื้อขายหุ้นเข้ากองทุนตามความเหมาะสม และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด ทำให้กองทุนนี้ ทำให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การถือครองหุ้นระยะเวลานานมักจะสร้างผลกำไรให้นักลงทุน ด้วยข้อกำหนด ทำให้ผู้ลงทุนต้องถือครองกองทุน LTF ไม่ต่ำกว่า 5 ปีปฏิทิน ซึ่งนอกจากกำไร/ขาดทุนที่เราจะได้รับจากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนในวันที่ขายกับราคาซื้อหน่วยลงทุนแล้ว เรายังได้รับเงินภาษีคืนจากการลดหย่อนค่าซื้อ LTF ในปีที่ลงทุน รวมทั้งเงินปันผลในระหว่างปีอีกด้วย หากกองทุนที่เราซื้อมีนโยบายจ่ายปันผล

วิธีที่จะลดความเสี่ยงจากการลงทุน LTF ลงได้อีกโดย

จากการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เห็นไหมว่า การลงทุนของ LTF นั้นไม่ได้มีความเสี่ยงสูง มากกว่าที่คิด และยังมีความปลอดภัยอีกด้วยนะ
เลือกซื้อกองทุนที่มีความน่าเชื่อถือ และดูแลโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถ โดยดูได้จากผลการดำเนินงานย้อนหลังของแต่ละกองทุนในเว็บไซต์ ทั้งนี้ “ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต” นะครับ
เลือกซื้อกองทุนที่มีนโยบายที่น่าสนใจ มีการลงทุนในหุ้น และอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตต่อไปในอนาคต
ซื้อเฉลี่ยทั้งปี (Dollar Cost Average) เพราะกองทุนที่ลงทุนในหุ้นย่อมมีราคาขึ้นลงตามราคาหุ้น จึงเป็นการยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า เมื่อไหร่เราจึงจะซื้อหน่วยลงทุนได้ในราคาที่ถูกที่สุด ดังนั้น เราอาจแบ่งซื้อ LTF เดือนละครั้ง หรือไตรมาสละครั้ง เพื่อลดความผันผวนของราคาครับ
ซื้อ LTF หลายกองทุน เพราะแต่ละกองทุนมีนโยบายไม่เหมือนกัน และดูแลด้วยผู้จัดการกองทุนที่ต่างกัน การซื้อ LTF หลายกองทุนจึงนับได้ว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงจากนโยบายการลงทุน รวมทั้งเป็นการกระจายความเสี่ยงจากผลการดำเนินงานของกองทุนด้วยครับ

เมื่อรู้จัก LTF มากขึ้น รวมทั้งวิธีกระจายความเสี่ยงในการลงทุน LTF แล้ว หวังว่า เพื่อน ๆ คงสบายใจขึ้นกับการตัดสินใจซื้อ LTF ในครั้งต่อไปแล้วนะครับ (ทำความรู้จัก LTF แล้วก็มารู้จัก RMF กันต่อได้ที่นี่ครับ)

4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม

4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม

หลายคนคงจะเคยได้ยินมาเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวม มาบ้างแล้ว แต่ก็อาจจะมีหลลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่า มันจะสามารถทำเงินได้อย่างไร ซึ่งมันก็มีหลายวิธีในการทำกำไรจากกองทุนรวมเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ ทาง loanbankpayday.net จึงจะมาแนะนำ 4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม ให้เพื่อน ๆ ได้ทำความเข้าใจและเป็นแนวทางต่อไป ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ

 

#1.  ซื้อกองทุนรวมประเภทมีเงินปันผล

กองทุนรวมมีหลากหลายประเภทและนโยบายของแต่ละกองทุนก็จะแตกต่างกันด้วย นโยบายการจ่ายเงินปันผลโดยผลกำไรที่กองทุนทำได้ในระหว่างปีจะถูกจัดสรรและจ่ายคืนให้กับผผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นอัตราร้อยละตามที่นโยบาลของกองทุนนั้นกำหนดไว้ ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในระหว่างการถือครองหน่วยลงทุน รวมไปถึงในกรณีที่ ขายคืน หน่วยลงทุน จะได้กำไรจากส่วนต่างของมูลค่าหน่วยลงทุนอีกด้วย

#2. ใช้กองทุนรวมเป็นที่เก็บเงินแทนบัญชี

โดยปกติแล้วหลาย ๆ คนคงฝากเงินไว้กับบัญชีออมทรัพย์กันอยู่แล้ว อันนี้ก็จะคลาย ๆ กันแค่ลองเปลี่ยนมาฝากไว้ในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ และเกณฑ์การเลือกกองทุนรวมนั้นในลองหากองทุนที่มีนโยบาลรักษาเงินต้น โดยอาจให้ผลตอบแทนต่อปีด้วย ซึ่งบางกองทุนก็มีผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยประมาณ 0.5% ต่อปี ก็มีเช่นกัน

#3. รับประโยชน์ทางภาษีผ่านกองทุน LTF/RMF

สำหรับใครที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี กองทุนรวหุ้นระยะยาวหรือที่เรียกกันว่า LTF และกองทุนรวมเพื่อเลี้ยงชีพ หรือที่เรียกกันว่า RMF เป็นการสร้างกำไรสองต่อ นั้นก็คือ สามารถนำเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนมาลดหย่อนภาษีในปีที่ลงทุนอีกด้วย แถมยังสามารถรับผลประโยชน์ทางภาษี จะต้องทำตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสรรพากร ซึ่งกองทุนแบบ LTF นั้น ผู้ลงทุนจะถอนได้เมื่อถือครบ 7 ปี ส่วนแบบ RMF ถอนได้เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์และมีการลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนขายคืน หนึ่งในวิธีง่าย ๆ เพื่อการกระจายความเสี่ยง คือ แบ่งเงินลงทุน และซื้อหน่วยลงทุนทุกเดือน เดือนละเท่า ๆ กัน หรือที่เรียกว่า DCA (Dollar Cost Averaging) ด้วยวิธีนี้ เราจะได้ซื้อหน่วยลงทุนในราคากลาง ๆ ถึงจะไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ราคาที่แพงที่สุดเช่นกัน

#4. เพิ่มโอกาสการลงทุนด้วยกองทุนรวม

ต้องบอกก่อนว่าข้อดีของกองทุนรวม คือ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สามารถลงทุนได้ด้วยเงินไม่สูงนัก เช่น กองพักเงิน ที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือเงินฝาก โดยที่มีเงินเริ่มต้นขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 บาท ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบาย จะมีผู้ที่คอยจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์และความรู้ ความเขี่ยวขาญในการบริหารจัดการกองทุน

 

หวังว่า 4 ทริคเด็ด สร้างกำไรจากกองทุนรวม ที่เราเอามาแนะนำ จะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยในการตัดสินใจลงทุนต่าง ๆ ให้กับทุกคนได้นะครับ หากใครคนไหนที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อสอบถามได้กับทางธนาคารที่สนใจ สุดท้ายนี้ก็อยากจะแนะนำว่า ควรศึกษาให้ดีก่อนที่จะลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้นะครับ

หุ้นตัวแรก สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ควรซื้อไว้

หุ้นตัวแรก สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ควรซื้อไว้

หุ้นตัวแรก สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ควรซื้อไว้ ที่คุณควรจะซื้อตอนเริ่มต้นในการลงทุนครั้งแรก ควรจะเลือก หุ้นที่ดี ที่มีความเสี่ยงที่น้อย และสามารถจะทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง บางคนมีการเลือกหุ้นที่ไม่เหมือนกัน บางคนเลือกหุ้นที่มีตัวอักษรแรกที่ตรงกับชื่อ หรือเลือกจากหุ้นที่กำลังดัง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ณ ตอนนั้น ดังนั้นเราจะมาแนะนำการเลือก หุ้นที่ดี ที่จะมาเป็นหุ้นตัวแรกสำหรับการเริ่มต้นของคุณกัน

โดยเราจะมาเริ่มจาก หุ้นที่ดี ควรจะมีอะไรบ้าง หลักๆแล้วจะมีอยู่ 3 ข้อ ดังตอนไปนี้

ข้อ 1. เข้าใจในหุ้นตัวนั้น อันดับแรกเหนือสิ่งอื่นใด การเลือกบริษัท ที่จะลงทุนด้วย แนะนำให้เลือกบริษัทที่เรารู้จักเกี่ยวกับสินค้าของบริษัทนั้นเป็นอย่างดี การทดสอบง่าย ๆ ว่าเราเข้าใจหุ้นตัวนั้นดีมากแค่ไหนนั้นก็คือ เราต้องเล่าเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นให้คนอื่นฟัง และเข้าใจได้ง่าย ๆ หรือ เราวาดเป็นภาพออกมาง่าย ๆ บนกระดาษแผ่นเดียวได้ ถ้าแม้แต่เด็ก 10 ขวบ นั้นแหละถือว่า เป็นหุ้นที่เราเข้าใจเป็นอย่างดี

ข้อ 2. เป็นหุ้นที่ปลอดภัย การลงทุนในครั้งแรก แนะนำว่า ไม่ควรที่จะเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง เพราะว่าหากขาดทุนจะทำให้เราไม่เจ็บตัวมากนัก ยกตัวอย่างเช่น มีสภาพคล่องตัว

D/E < 1 เท่า เพื่อบอกว่าบริษัทไม่ได้กู้หนี้ยืมสินมาเกินตัว จนสุดท้ายต้องเพิ่มทุนถ้าจะไปลุยโครงการที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

CFO เป็นบวก พราะนั่นคือเงินสดที่บริษัทได้เข้ามาในกระเป๋าจริง ๆ หลายครั้งมือใหม่มักจะพลาดดูเฉพาะงบกำไรขาดทุนและเห็นบรรทัดสุดท้ายเป็นตัวเลขสูง ๆ คิดว่าดี แต่ไม่เข้าใจว่าเขาบันทึกด้วยเกณฑ์สิทธิ์

Cash Cycle ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะนั่นคือการที่เรามีเงินมาหมุนเวียนในกิจการได้ดี เรามักจะสังเกตเห็นว่าหุ้นค้าปลีกมักมี CC เป็นลบ เพราะว่ารับเงินสดจากลูกค้าแต่จ่ายเงิน supplier เป็นเครดิต

ข้อ 3. มีการปันผลที่ดี เพื่อที่จะทำให้เราอุ่นใจอย่างน้อย ๆ หุ้นต้องมีการขอให้มีปันผล 3-4% เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ยังมีเงินปันผลรองรับ นอกจากนี้เราก็อาจจะลองสังเกตจากรายงานผู้ตรวจสอบบัญชีว่า โดยปกติแล้วรับรองงบการเงินทุกไตรมาสหรือเปล่า หรือว่าไม่รับรอง ไม่ถูกต้อง มีเงื่อนไขในงบ ก็ให้เราสงสัยไว้ก่อนว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลด้วยรึป่าว

สรุป หลักการง่าย ๆ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังค้นหาหุ้นตัวแรกลองจำคำขวัญนี้ไปใช้ดูครับ “หุ้นดี มีคุณธรรม ขยันทำกำไร”

สุดท้ายนี้ ขอสรุปสั้น ๆ หลักการของการเลือกง่าย ๆ ควรจะเลือกอะไรที่เรารู้สึกชอบและอยากที่จะลงทุนกับมันจริง ๆ มันก็เหมือนกันการเลือกคู่นั้นแหละครับ หากเราชอบมัน เวลาเราอยู่กับมัน เราก็จะมีความสุขไปกับมัน เพราะผมเชื่อว่า “มูลค่าหรือคุณค่า” คือสิ่งแรกที่เราต้องพิจารณา และ “ราคา” คือสิ่งสุดท้ายที่เราค่อยไปดูต่างหากว่าคุ้มค่า

อ้างอิง : www.finnomena.com

“5 ประเภท การลงทุน”

5 ประเภทการลงทุน

ทุก ๆ วันนี้การลงทุนเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่การลงทุนในระดับง่าย ๆ จนไปถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นกู้ หรือการลงทุนระดับสูง เช่น การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นต้น ดังนั้น วันนี้เราจะมาลองดูสิว่าการลงทุนนั้นมันมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นเป็นอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วเราไปเริ่มกันเลย

  1. ลงทุนในตราสารหนี้ระนะสั้น การลงทุนประเภทนี้เป็นการลงทุนระยะสั้นที่สิ้นสุดภายใน 1 ปี โดยระยะการจ่ายดอกเบี้ยแล้วแต่การตกลงในสัญญา เช่น จ่ายทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน เป็นต้น ซึ่งการลงทุนระยะสั้นแบบนี้ จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ได้เงินคิดเร็ว ถ้าหากเป้าหมายในการลงทุนของคุณคือ เอาชนะเงินเฟ้อ การลงทุนประเภทนี้ไม่เหมาะกับคุณซักเท่าไหร่
  2. การลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ระยะยาว การลงทุนประเภทนี้เป็นการลงทุนระยะยาว เป็นการลงทุนที่มีส่วนมากจะกินเวลาเฉลี่ย 5-30 ปี พันธบัตรหรือหุ้นกู้ แม้จะไม่ได้รับผลตอบแทนมากเท่าการลงทุนในหุ้น แต่คุณก็จะไม่มีความเสี่ยงกรณีที่ราคาหุ้นตกลงเช่นกัน เมื่อครบกำหนดชำระหนี้คุณจะได้เิงนคืน แต่คุณก็สามารถขาดทุนจากพันธบัตรหรือหุ้นกู้ได้เหมือนกัน เช่น ขายพันธบัตรก่อนครบกำหนดชำระ หรือ ผู้ออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้ล้มละลายไม่สามารถจ่ายเงินคืนได้
  3. การลงทุนในหุ้น ก็คือการที่เราไปซื้อสิทธิความเป็นเจ้าของของบริษัท ดังนั้นเราจะมีส่วนรับผิดชอบทั้งกำไรและขาดทุนของบริษัทที่จะผ่านราคาหุ้น ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ เป็นกาลงทุนที่ดีที่สุดแบบหนึ่ง คือคุณไม่จำเป็นต้องนั่งดูแลกิจการเองเหมือนกับที่ทำธุรกิจส่วนตัว เพราะว่าคุณจะมีนักบริหารที่เชี่ยวชาญนั่งบริหารให้ คุณมีหน้าที่คือเลือกธุรกิจที่คุณคิดว่ามันจะทำเงินให้ได้ดี จากนั้นก็ซื้อเก็บไว้ และหากบริัทจ่ายเงินปันผลคุณก็จะได้รับเงินนั้นด้วย
  4. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถือว่าได้รับความนิยมมาก เช่น คอนโด ทาวเฮ้า บ้านเดียว หรือโกดังให้เช่า แต่ว่าในสมัยนี้การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่านั้น ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อนด้วย supply ที่มากขึ้น แต่จำนวนผู้เช่านั้นลดน้อยลง ทำให้ได้รับผลตอบแทนตามที่ตั้งใจไว้ หรือปัญหาต่างๆจากการให้เช่า เช่น ผู้เช่าจ่ายค่าเช่าไม่ตรงเวลา ทรัพย์สินในห้องเสียหาย ห้องเก่าห้องโทรม ที่เกิดกับอสังหาริมทรัพย์ที่คุณลงทุน เช่นกัน
  5. การลงทุนในของสะสม การลงทุนประเภทสุดท้ายนี้ เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างจะเฉพาะตัวมาก ๆ คือ คุณจะต้องรู้ในสิ่งที่จะลงทุนจริง ๆ เชี่ยวชาญในสิ่งนั้นจริง ๆ แถมยังต้องรู้ตลาดและราคาอีกด้วย ซึ่งของสะสมจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น กระเป๋า นาฬิกา รถโบราณ ภาพวาด ยิ่งเวลาผ่านไปนานสิ่งของบางอย่างจะยิ่งมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เมื่อคุณเข้าใจถึงประเภทการลงทุนแล้ว คุณสามารถที่จะมองหาการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับเงินในกระเป๋าของคุณได้ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่พื้นฐานการลงทุนสำหรับทุกเพศทุกวัน

ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน

ตอน เริ่มต้นสู่ความสำเร็จ สำหรับนักลงทุนมือใหม่

      ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ในปัจจุบัน มีผู้คนไม่น้อยที่อยากที่จะลงทุนกับอะไรซักอย่างเพื่อหวังที่จะทำกำไรจากทุนที่ตนเองมี แต่หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า ” การลงทุน มีความเสี่ยง ” ใช่ไหมครับ ที่จะบอกก็คือ ในทุก ๆ การลงทุนจะมีทั้งกลุ่มคนที่ได้กำไรและกลุ่มคนที่ขาดทุน แน่นอนครับว่าเราคงไม่อยากจะเป็นกลุ่มคนที่ขาดทุนใช่ไหมล่ะ ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดคุยถึง

เริ่มต้นสู่ความสำเร็จ สำหรับนักลงทุนมือใหม่

1.การเลือกลงทุน

      ในกรณีที่อยากจะลงทุนกับสิ่งที่ตัวเองชอบ ก่อนอื่นเลยเราควรที่จะสำรวจตัวเองก่อนครับว่าชอบลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน เพราะว่าการลงทุนนั้นมีหลากหลายแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น หุ้น, พันธบัตร หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโด, ที่ดิน, บ้านพัก เป็นต้น เราควรที่จะเลือกการลงทุนในสิ่งที่เราชอบ เพราะการลงทุนในแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลและติดตามข่าวสารด้วย


2.คอยศึกษาหาความรู้

      หลังจากที่เราค้นพบความชอบของตัวเองแล้ว ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุน เราก็ควรที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนอีกซักหน่อยว่า ลักษณะของสินทรัพย์ที่เราจะลงทุนนั้นเป็นอย่างไร ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อราคา ราคาในตลาดตอนนี้เป็นอย่างไร และความเคลื่อนไหวในปัจจุบันเป็นอย่างไร เพราะว่า สิ่งเหล่านี้สมารถที่จะช่วยเราในการลดความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ โดยทุกวันนี้ ช่องทางในการศึกษาหรือติดตามข่าวสารนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การไปอ่านหนังสือการลงทุน หรือติดตามกลุ่มโซเซียลใน Facebook, Line ที่จะมีการอัพเดทข่าวสารอยู่ตลอดเวลาครับ


3.เริ่มลงมือทำ

      ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนของการลงมือทำจริงกันแล้ว เมื่อเราศึกษาความรู้พื้นฐานจนเข้าใจดีแล้วก็ลงมือปฏิบัติจริงเลย โดยการเริ่มจากเงินก้อนที่ไม่สูงนัก เพื่อจำกัดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดได้ ทั้งนี้ ถ้าหากได้ลงมือทำจริง เจอสถานการณ์จริง ประสบการณ์ต่าง ๆ จะสอนเราเอง หากวันไหนที่เกิดความผิดพลาดก็เก็บความผิดพลาดนั้นไว้เป็นบทเรียน และแก้ไขมันให้ดียิ่งขึ้น


4.รู้จักใช้เครื่องมือที่จะช่วยชีวิต

      ถ้าจะให้เรามานั่งคิด วิเคราะห์ทุกครั้ง มันก็คงจะเหนื่อยเกินไปสำหรับมือใหม่ เพราะว่าในปัจจุบันนี้มีเครื่องมือที่ช่วยในการทุ่นแรง ทุ่นเวลา ไม่ว่าจะเป็น Application สำหรับการลงทุนที่ช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่การใช้ Internet ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่เราลงทุนที่ประกาศขายในช่วงเวลาที่น่าสนใจ พร้อมทั้งหาราคาเปรียบเทียบกันอีกด้วย


5.มีวินัยในตัวเอง

      หากว่าเราอยากจะเป็นนักลงทุนที่ดีนั้น เราจำเป็นจะต้องมีวินัยในตัวเองด้วย วินัยที่พูดถึงนี้ไม่ใช่การขยันหรืออะไรพวกนั้น แต่เป็นการ Cut loss เมื่อหุ้นของเราที่ครอบครองอยู่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ไม่เป็นไปตามคาดหวังไว้หรือพื้นฐานหุ้นที่เปลี่ยนไปแล้ว ก็ต้องมีวินัยที่จะขายหุ้นนั้นออก ถึงแม้ว่ารายละเอียดในข้อปฏิบัติแตกต่างกันไปสำหรับนักลงทุน ดังนั้น เมื่อเรามีหลักการของการลงทุนที่ชัดเจน ก็ควรมีวินัยในการลงทุนด้วยครับ