Archive November 2019

เงิน 5,000 บาทให้กลายเป็น 1 ล้าน ด้วยมูลค่าเงินตามเวลา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลงทุนให้เป็นก็เปลี่ยนเงินแสนเป็นเงินล้านได้"

เงิน 5,000 บาทให้กลายเป็น 1 ล้าน ด้วยมูลค่าเงินตามเวลา ถ้าให้เลือกระหว่าง “มีคนให้เงิน 1 ล้านบาทตอนนี้” กับ “ให้เงิน 5 พันบาททุกๆ เดือนไปตลอดชีวิต” คุณจะเลือกแบบไหนครับ? คำตอบคือ “เลือกมันทั้งสองข้อ” ใช่ไหมครับ…

แต่ถ้ากำหนดโจทย์ให้เลือกข้อใดข้อหนึ่ง คนส่วนใหญ่คงเลือก “ข้อแรก” เพราะเป็นข้อเดียวที่เห็นผลชัดเจน ได้แล้วได้เลยทันทีไม่ต้องมัวรีรอๆ อีกต่อไป เพราะถ้าให้รับเงินเดือนละ 5,000 บาทแทน ก็ต้องรอไปตั้งอีก 200 เดือน (ประมาณ 17 ปี) กว่าจะได้ครบ 1 ล้านบาท ป่านนั้นก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหนแล้ว

จากคำถามเมื่อกี้ เห็นไหมครับว่า เงิน 5,000 บาท ต้องใช้เวลากว่า 17 ปี ถึงจะกลายเป็นเงิน 1 ล้านบาท

แต่เชื่อไหมครับว่า…

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลงทุนให้เป็นก็เปลี่ยนเงินแสนเป็นเงินล้านได้"

เงิน 5,000 บาทต่อเดือนสามารถกลายเป็น 1 ล้านบาทได้ภายในเวลา 8 ปีเท่านั้น!!!
เพียงแค่เรานำเงิน 5,000 บาทต่อเดือนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทน 15% ต่อปี

อ่านถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า นี่ จะมาชวนหารายได้เสริมกันหรือเปล่า หรือว่าจะชวนกันมาลงทุนแบบไหนอะไรยังไง ไม่ครับ ผมเพียงอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลงทุนใน “ความรู้” ลำดับแรกที่เรียกว่า “มูลค่าเงินตามเวลา”

คำว่า “มูลค่าเงินตามเวลา” ถ้าให้อธิบายด้วยความเข้าใจง่ายๆ ก็แปลได้ว่า เงินในวันนี้ ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ยิ่งมีมูลค่าลดลง หากไม่รู้จักหาวิธีเพิ่มผลตอบแทน

ถ้านึกไม่ออกลองคิดถึง ค่าก๋วยเตี๋ยวเรือ ค่ารถเมล์ แท็กซี่ น้ำมัน ค่าครองชีพต่างๆ ที่นับวันยิ่งแพงขึ้น แต่เงินในกระเป๋าเราไม่เคยเพิ่มตามนั่นแหละครับ!!!

แต่ถ้าเรารู้จักนำเงินไปลงทุนเพื่อได้รับผลตอบแทน มูลค่าของเงินก็จะเพิ่มขึ้น และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

ดังนั้น มาทำความรู้จักกับ 3 ตัวแปรที่ทำให้เงินของเราสามารถงอกเงยเพิ่มขึ้นได้กันดีกว่า นั่นคือ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จำนวนเงินเริ่มต้น"

        1. จำนวนเงินเริ่มต้น

จำนวนเงินนี้ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะนั่นแปลว่าเราจะไม่ต้องเหนื่อยมากในการทำตามเป้าหมาย เช่น ถ้าเรามีเงินเริ่มต้นสัก 10 ล้าน ได้ผลตอบแทนสัก 10% ต่อปี ก็ตกปีละ 1 ล้านบาทด้วยความรวดเร็วใช่ไหมล่ะครับ

        2. ผลตอบแทนที่ได้รับ

ยิ่งผลตอบแทนมากเท่าไร จำนวนเงินก็เพิ่มขึ้นไว และใช้ระยะเวลาน้อยลง เช่น ถ้าเราลงทุนได้รับผลตอบแทน 50% ต่อปี แค่มีเงิน 2 ล้านบาทก็สามารถลงทุนได้เงินกลับมาตั้ง 1 ล้านบาท

        3. ระยะเวลา

แต่ถ้าเราไม่มีเงินเริ่มต้นและผลตอบแทนที่สูงปรี๊ด สิ่งหนึ่งที่ช่วยเราได้นั่นก็คือเรื่องของเวลา แต่ต้องอดทนนานกว่าชาวบ้านสักเล็กน้อย เช่น ถ้าเราไม่มีเงินล้าน และมีเงินน้อย แต่ถ้าเรามีเวลานานสัก 8 ปี เพียงแค่เราค่อยๆ นำเงิน 5,000 บาทต่อเดือนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทน 15% ต่อปี เราก็มีเงิน 1 ล้านบาทได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นถ้าถามว่าตัวไหนสำคัญที่สุดใน 3 ตัวนี้ คำตอบคือทุกตัวสำคัญหมดครับ แต่ตัวหนึ่งที่เราทุกคนสามารถควบคุมและทำได้ดีที่สุดนั้นคือ “ระยะเวลา” เพราะสามารถควบคุมและเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ครับ!!

ส่วนเรื่องของ “เงินเริ่มต้น” ถ้าใครยังมีน้อยอยู่อย่าเพิ่งท้อใจไปนะครับ เร่งทยอยเพิ่มความสามารถของเราให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้สูงขึ้นตามความเชี่ยวชาญของเราครับ

และเรื่องสุดท้าย คือ “ผลตอบแทน” ที่หลายๆ คนสนใจว่าจะทำยังไงให้ได้มากที่สุดนั้น ผมอยากแนะนำให้ศึกษาเรื่องความเสี่ยงและการลงทุนเพิ่มเติม เพราะกองทุนรวมดีๆ นั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 10-15% ต่อปีเลยครับ

1. ฝากเงินในธนาคาร 20 ล้านบาท ด้วยดอกเบี้ย 3% ต่อปี

2. ลงทุนในหุ้นกู้ 15 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 4% ต่อปี

3. ลงทุนในหุ้น 10 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 6% ต่อปี

4. ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 8 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 7.5% ต่อปี

พอมามองดูเงินในกระเป๋าของเรา โอ้วแม่เจ้า แค่ 1 แสนยังเก็บยากเลยแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปฝากเงิน 20 ล้าน แล้วถ้า 6 ล้านด้วยการลงทุนในหุ้นมันยังยากเลย ต้องรับความเสี่ยงว่าจะขาดทุนหรือกำไรอีก ไม่เป็นไรครับ ผมมีแนวทางให้ทุกๆคนลองเดินดู แต่จะได้ 50,000 ต่อเดือนไหม มันขึ้นอยู่กับตัวเราและปัจจัยทางเศรษฐกิจและธุรกิจด้วยนะครับ แน่นอนอยู่แล้วว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอแต่เราสามารถเดินตามหนทางที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ไม่มากก็น้อยด้วย 3 ปัจจัยดังนี้นะครับ


 

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้ง 2 ขาลง 0.25% มีผล 8 พ.ย.2562 ด้านแบงก์รัฐ “ออมสิน” ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% มีผล 11 พ.ย.ส่วนเงินฝากเริ่มปรับลดลง 0.125% ตั้งแต่ 1 ม.ค.2563 ด้านนักวิเคราะห์ระบุชัดราคาหุ้นกลุ่มแบงก์รับรู้หมดแล้ว ย้ำยังน่าลงทุน ชู SCB เป็น Top pick เป้า 160 บาท

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทันหุ้น – SCB"

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBกล่าวว่า หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง มาอยู่ที่ 1.25%ธนาคารไทยพาณิชย์จึงพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.25% มาอยู่ที่ 6.87% พร้อมกันนี้ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.25% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะสภาพคล่องในระบบการเงินในปัจจุบัน รวมถึงเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าSMEและลูกค้ารายย่อย ให้สามารถปรับตัวต่อความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการชะลอตัวของการใช้จ่ายในประเทศทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำใหม่ จะมีผลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2563เป็นต้นไป

ขณะที่นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารฯ พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลง 0.125% เท่ากัน  ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยMRR และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี(MOR) ลดลงจาก 6.87% เหลือ 6.745% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR)ปรับลดลงจาก 6.50% เหลือ 6.375% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารฯ ยังคงภารกิจหลักมุ่งมั่นส่งเสริมการออม จึงชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก โดยยังคงให้ผู้ฝากเงินฝากทุกประเภทได้รับผลตอบแทนในอัตราเท่าเดิมจนถึงสิ้นปี 2562 หลังจากนั้นจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.125% มีผลวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว

นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัดระบุ ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึง ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ลดลงถึง -13.6%ขณะที่ SET ตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึง ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เพิ่มขึ้น +3.84%ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารับรู้ปัจจัยลบรวมถึงการลดดอกเบี้ยไปแล้ว

หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังคงน่าลงทุนในฐานะ หุ้นปันผล จากอัตราปันผลเฉลี่ย 3-7% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ณ ปัจจุบัน ประกอบกับความคาดหวังกรอบการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2563 รวมถึงเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง

ชู SCB เป็น Top pick

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินทั้งปัจจัยระยะสั้น – ระยะยาว เลือก SCB เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากผลการดำเนินงานของ SCBยังคงขยายตัวได้ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (จากการหันไปปล่อยกู้ทางดิจิทัล) และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย จากการทยอยรับรู้รายได้จำนวน 1.77 หมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลา 15 ปี หลังขาย SCB Life ให้กับ FWD นอกจากนี้ยังจะได้รับค่าตอบแทนสำหรับการขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้กับ FWD ตลอดช่วงระยะเวลาความร่วมมืออีกด้วย เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิ์ทั้งปี 2562 ไว้ที่ 42,479 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปี 2561 พร้อมคาดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 5.15% คงคำแนะนำ “ซื้อ” เป้าปี 2563 ที่ 160 บาท

สำนักข่าว “ทันหุ้น”รายงานว่า หุ้นบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC พักเที่ยงบวก 4.05% โบรกเกอร์ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ หลังประเมินผลประกอบการไตรมาส 4/62 จะฟื้นตัวดี มองขาดทุนสต็อกลดลง และมีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว

ราคาหุ้น IRPC พักเที่ยง อยู่ที่ 3.60 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 4.05% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 3.64 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 598.89 ล้านบาท

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ จากเดิมแนะนำถือ คาดการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาส 4/62 จะกลับมาฟื้นตัวดี เพราะมีโอกาสขาดทุนสต็อกลดลง และมีกำไรจากการทำ Hedging เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน และคาดว่าข่าวร้ายสะท้อนไปยังหุ้นมากแล้ว พิจารณาได้จากราคาหุ้นมีลักษณะ Underperform เทียบกับ SET และหลักทรัพย์ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก IMO สูงสุดในกลุ่ม โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 4.20  บาทต่อหุ้น


 

“ทองคำ” การลงทุนที่คุ้มค่า

"ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า

“ทองคำ” การลงทุนที่คุ้มค่า

“ทองคำ” การลงทุนที่คุ้มค่า  ถือเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเนื่องจากหาซื้อได้ง่ายและขายได้คล่อง ธนาคารแห่งชาติทั่วโลกก็นิยมใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ จึงทำให้ราคาทองคำเป็นตัวบ่งชี้เศรษฐกิจโดยรวมของช่วงนั้น ๆ ได้อีกด้วย โดยการลงทุนในทองคำช่วยป้องกันผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ และยังมีมูลค่าเพิ่มในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การถือทองคำจึงเป็นการช่วยรักษาความมั่นคงและป้องกันความเสี่ยงไปพร้อมกันด้วยครับ

ทองคำเป็นสิ่งที่คนนิยมซื้อเพื่อสะสม ลงทุน และเก็งกำไร การที่หลาย ๆ คนเลือกลงทุนทองคำมีเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน เช่น การเปลี่ยนเงินออมให้เป็นทรัพย์สินเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง การลงทุนในทองคำมีความปลอดภัยสูงและมีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนและหุ้น และยังเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างผลตอบแทนที่ดี ทำได้ง่าย และอาจทำกำไรระยะสั้นได้สูงอีกด้วยนะครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"

เริ่มต้นลงทุนทองคำ

ก่อนอื่นหลายคนอาจจะสงสัยว่าการลงทุนในทองคำนี้คือทองคำแท่งหรือทองคำรูปพรรณและเรื่องผลตอบแทนจะมากน้อยคุ้มค่ากับการลงทุนไหม จริง ๆ แล้วเราสามารถลงทุนได้ทั้งในทองคำรูปพรรณและทองคำแท่งเลยนะครับ แต่สิ่งแรกที่จำเป็นต้องรู้คือน้ำหนักของทองคำแท่งกับทองรูปพรรณ แม้จะนับเป็นทอง “1 บาท” เท่ากัน แต่น้ำหนักจริงไม่เท่ากัน โดยทองคำแท่ง 1 บาท หนัก 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณ 1 บาท หนัก 15.16 กรัม ทำให้ทองคำทั้งสองแบบที่ความบริสุทธิ์เท่ากันมีราคาต่อ 1 บาทไม่เท่ากันไปด้วย

การลงทุนในทองคำรูปพรรณสามารถซื้อตามน้ำหนักที่ต้องการได้เลย แล้วยังสามารถเลือกลวดลายและนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับได้ในระหว่างที่ถือครอง แต่มีข้อเสียคือมีค่ากำเหน็จ หรือค่าแรงในการทำทองที่เพิ่มเข้ามาทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับร้านและลวดลายของทองที่ซื้อ นอกจากนี้ยังสามารถสึกกร่อนได้ เมื่อนำไปขายคืนจะถูกหักค่าเสื่อมประมาณ 5% จึงเป็นที่นิยมสำหรับคนที่ต้องการเก็บเป็นสินทรัพย์ระยะยาว หรือเป็นมรดกตกทอดมากกว่าการลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้น

ส่วนทองคำแท่งมักจะมีการกำหนดซื้อขั้นต่ำและอาจมีค่าบล็อกบ้างเล็กน้อย จึงต้องใช้เงินทุนที่มากกว่าในการซื้อ แต่ไม่มีค่ากำเหน็จจึงมีราคาถูกกว่าทองคำรูปพรรณ เวลาขายคืนไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือมีน้อยกว่าทองรูปพรรณมาก ทองคำแท่งจึงทำกำไรได้มากกว่าทองรูปพรรณและเป็นที่นิยมสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในทองอย่างจริงจัง ทองคำแท่งที่ลงทุนโดยทั่วไปมี 2 ประเภท คือ ความบริสุทธิ์ 96.5% และ 99.99% โดยที่ในประเทศไทยจะนิยมลงทุนในประเภทแรกมากกว่า และนิยมซื้อขายกันในขนาดตั้งแต่ 5 บาท, 10 บาท, 20 บาท และ 50 บาท ครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"

ซื้อทองคำยังไง รูปแบบการลงทุนทองคำ

การซื้อหรือลงทุนทองคำทำได้หลายแบบแต่ที่เหมาะกับมือใหม่จริง ๆ ผมแนะนำอยู่ 2 แบบครับ คือ คุณจะเดินไปซื้อที่ร้านทองด้วยตัวเองหรือจะซื้อผ่านกองทุนรวมทองคำก็ได้ ซึ่งผมจะมาบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละรูปแบบให้ฟัง คุณจะได้เลือกได้ว่าควรจะลงทุนในรูปแบบใด

1. การลงทุนโดยตรงผ่านการซื้อทองคำจากร้านที่ได้มาตรฐาน

คุณสามารถเดินเข้าไปในร้านทองและซื้อทองคำโดยตรงด้วยตัวเองได้เลย ซึ่งคุณอาจเลือกเก็บรักษาได้ในรูปแบบ สัญญาถือครองหรือตั๋วทอง, ซื้อทองคำมาเก็บรักษาเอง หรือฝากไว้กับร้านทองที่ไว้ใจได้ โดยถ้าซื้อทองคำแท่งน้อยกว่า 5 บาท จะต้องเสียค่าบล็อกเป็นราคา 2% ของราคาทองด้วยครับ นอกจากนี้ร้านทองในปัจจุบันยังมีบริการซื้อทองแบบ “ออมทอง” คือการให้คุณซื้อทองเป็นการเก็บออมได้ในจำนวนเงินทีละน้อย ๆ ขั้นต่ำเพียงเดือนละ 1,000 บาท โดยจะได้ปริมาณทองตามราคาตลาดในวันที่ “ออม” เก็บสะสมไปเรื่อย ๆ จนครบบาทก็สามารถ ”ถอน” ทองที่ออมไว้จากร้านในรูปแบบทองคำแท่ง หรือขายคืนเป็นเงินสดเพื่อทำกำไรก็ได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"

หัวใจของการลงทุนทองคำก็คือการทำกำไรจากส่วนต่าง คือ การขายทองคำเมื่อราคาทองในตลาดสูงกว่าตอนที่เราซื้อ โดยราคาในการซื้อขายทองคำแท่งตามประกาศของสมาคมค้าทองคำฯ ในวันเดียวกันราคาขายจะสูงกว่าราคารับซื้อคืน อย่างน้อย 100 บาท ซึ่งเมื่อคิดรวมส่วนต่างราคาซื้อขาย ค่ากำเหน็จ และค่าบล็อกต่าง ๆ แล้ว การจะทำกำไรจากการซื้อทอง ควรจะต้องขายเมื่อราคาทองสูงขึ้นอย่างน้อย 300-500 บาท ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เช่น เราซื้อทองคำแท่งน้ำหนัก 1 บาท ตอนที่ราคาทองในตลาดอยู่ที่ 19,000 บาท เสียค่าบล็อก 300 บาท รวมราคาซื้อ 19,300 บาท และตัดสินใจขายตอนที่ราคาทองในตลาดอยู่ที่ 21,000 บาท จะทำให้เราได้กำไรจากส่วนต่างรวม 1,700 บาท

ทั้งนี้การจะทำกำไรให้ได้สูงสุดนั้น เราจะต้องดูราคาทองในตลาดและคาดคะเนความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยปกติแล้วเมื่อราคาทองคำสูงขึ้น 2-5% คนมักจะเทขาย ซึ่งการเทขายก็ควรมีทองคำในครอบครองประมาณ 10-20 บาทเป็นอย่างน้อย ถึงจะคุ้มค่าครับ

2. การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ

กองทุนรวมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนนำเงินไปลงทุนในทองคำแทนเรา ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการและการถือครองที่ผู้ลงทุนต้องศึกษาให้รอบคอบ การลงทุนผ่านกองทุนรวมนี้คุณไม่ต้องเดินไปซื้อทองคำที่ร้านทองด้วยตัวเองให้เหนื่อยแต่คุณสามารถติดต่อผ่านกองทุนที่คุณต้องการจะลงทุนได้เลย โดยการลงทุนผ่านกองทุนรวมถือเป็นวิธีที่ง่ายและใช้งบน้อย ที่สำคัญไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากก็สามารถลงทุนได้ เพราะแต่ละกองทุนจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเรื่องการลงทุนให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องคอยคาดคะเนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง ไม่ต้องกังวลถึงความน่าเชื่อถือ หรือความผันผวนของราคาระหว่างร้านทองแต่ละร้าน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนระหว่างการลงทุนไม่ว่าจะในรูปของเงินปันผล (ซึ่งจะมีภาษี ณ ที่จ่าย 10%) หรือในรูปของกำไรจากส่วนต่างในมูลค่าหน่วยลงทุน (Capital Gain) ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"
สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นลงทุนในทองคำจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนตลอดเวลาตามปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก เช่น ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ และนโยบายการเงินของธนาคารต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้นการลงทุนในทองคำจึงมีความเสี่ยงเหมือนกับการลงทุนในด้านอื่น ๆ ซึ่งผู้ลงทุนจำเป็นต้องศึกษาให้รอบคอบ ตัดสินใจเลือกรูปแบบการลงทุนทองคำที่เหมาะกับตัวเอง ที่สำคัญเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนควรเป็นเงินเย็น คือ เงินที่ไม่ได้จำเป็นต้องนำไปใช้อะไร เป็นเงินส่วนที่เหลือจากการวางแผนการเงินเรียบร้อยแล้วนั่นแหละครับ เพราะว่าการใช้เงินเย็นจะช่วยให้ลงทุนเพื่อเกร็งกำไรได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น อาจจะต้องขายทองคำแบบขาดทุนหรือได้กำไรน้อยกว่าที่ควรเพื่อนำเงินมาหมุนครับ คุณเองก็จะสามารถประสบความสำเร็จจากการลงทุนทองคำได้ไม่ยาก หากข้อมูลพร้อม เงินพร้อม ก็ลุยต่อได้เลยครับ

*หมายเหตุ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"