Archive October 2019

หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ

นักลงทุนหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดเชิงลบจากเพื่อนๆที่ลงทุนด้วยกัน

              หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ

หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ  ในปัจจุบันนักลงทุนหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดเชิงลบจากเพื่อนๆที่ลงทุนด้วยกัน นักลงทุนหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดเชิงลบจากเพื่อนๆที่ลงทุนด้วยกัน     ผู้ร่วมเวิร์กชอปกับ  “The Stock Master 2019” โครงการสร้างนักลงทุนคุณภาพแบบ “รู้จริงกับสนามจริง” ปีที่ 8 ในธีม “TRADE MASTER นักเทรดหุ้นด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ” หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ ด้วยโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ Trade Master แบบ “ครบเครื่อง รู้ลึก รู้จริง” ต้องบอกว่า มีครบ ทุกเพศ ทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ “วัยเกษียณ” ที่ครองเก้าอี้แถวหน้า นั่งฟังคลังความรู้ด้านการลงทุนครบทุกสัปดาห์…

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Stock Master 2019"

 

คุณศิริลักษณ์ ผู้ร่วมเวิร์กชอปโครงการ The Stock Master 2019 ที่มีค่า Expectancy สูงสุดเป็นอันดับ 2 ยืนยันว่า “อายุไม่ใช่อุปสรรคในการลงทุน แม้วันนี้จะอยู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่ก็ไม่หยุดที่จะเรียนรู้เรื่องการลงทุน และยังคงเดินหน้าเพิ่มเติมความรู้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะเรียนรู้นวัตกรรมช่วยการลงทุนควบคู่ไปด้วย เพราะการลงทุนที่มีประสิทธิภาพต้องมีทั้งความรู้ที่ถูกต้องและรู้จักใช้เครื่องมือช่วยการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับคำสอนของเหล่ากูรูหลักทรัพย์บัวหลวงที่ตอกย้ำผู้เข้าร่วมโครงการทุกสัปดาห์โดยผู้เชี่ยวชาญมาดูแลอย่างใกล้ชิดและให้ความรู้ไม่กักกันเลยที่เดียว”

ที่ผ่านมาพยายามตามหาเครื่องมือมาช่วยในการลงทุน เพราะตัวเองเป็น “คนซื้อเก่ง แต่ขายไม่เป็น เพราะใจแข็งไม่พอ” (ปัญหายอดฮิตของนักลงทุน) แต่ก็ยังไม่เจอเครื่องมือที่ถูกใจ!!! จนได้มาเรียนรู้วิธีการใช้งานโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ Trade Master ของหลักทรัพย์บัวหลวง หลังเรียนรู้ครบทั้ง 5 คลาส ก็รู้สึกว่า “โปรแกรมนี้ถูกใจใช่เลย” หลายๆ ฟังก์ชันถูกออกแบบให้เข้ามาปิดจุดอ่อนการลงทุนของตัวเองได้อย่างดี โดยเฉพาะ “ฟังก์ชัน Auto Chart” เป็นการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ด้วยกราฟหุ้นอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัญญาณทางทเคนิค (Signal) เพื่อใช้ดูสัญญาณซื้อขาย หรือการใช้งานจากกราฟสำเร็จรูป จากหลักทรัพย์บัวหลวง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Stock Master 2019"

ฟังก์ชันรองลงมาที่ชอบมาก หลังได้ฟัง “คุณหยง ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” เทรดเดอร์มืออาชีพ เล่าถึงข้อดีของฟังก์ชันที่จะช่วยให้การเก็งกำไรมีประสิทธิภาพมากขึ้นในคลาสเรียนรู้สุดท้าย คือ “ฟังก์ชัน Market Profile Chart”  เป็นการผสมผสานการใช้งานของ Price, Time and Volume สำหรับการเก็งกำไรภายในวัน (Day Trade) โดยสร้างกราฟของ Time Price Opportunities (TPO) สามารถปรับ Timeframe 5/10/15/30/60 min เพื่อบอก Volume ของการซื้อขายสะสมในแต่ละช่วงเวลาภายในวัน ได้บนเมนู Chart  ของโปรแกรมเทรดหุ้นแบบอัตโนมัติ Trade Master ตัวช่วยบริหารความเสี่ยงในการลงทุนระยะสั้นที่ดีมากของหลักทรัพย์บัวหลวงที่เปิดให้ลูกค้าใช้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

อีกหนึ่งฟังก์ชันที่ดีไม่แพ้กัน คือ “BLS Strategy” ที่เข้ามาช่วยให้การคัดหาหุ้นทั้งพื้นฐานและเทคนิคง่ายมากขึ้น หนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตัวเองมีค่า Expectancy สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโครงการนี้ ก็คงต้องยกความดีให้ฟังก์ชันนี้ด้วย และอีกฟังก์ชันที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ “Auto Trade ระบบซื้อขายแบบอัตโนมัติ” ตัวนี้โดดเด่นมาก เพราะชุดคำสั่งซื้อที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม แถมไม่ต้องมานั่งเสียเวลาเฝ้าหน้าจอด้วย

“อุปสรรคในการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย คือ ใช้เครื่องมือช่วยการลงทุนไม่เป็น ทำให้หลายต่อหลายคนยอมทุ่มเงิน เพื่อไปหาวิธีการใช้งานนวัตกรรมต่างๆ แต่โปรแกรมของบัวหลวงกับเปิดให้ลูกค้าใช้งานได้ฟรี แถมยังมีกูรูมาคอยสอนวิธีการใช้งานอย่างใกล้ชิดอีกด้วย” คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!!!

ความรู้  & เครื่องมือ จุดเริ่มต้นการลงทุนที่มีดีและมีคุณภาพ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Stock Master 2019"

คุณศิริลักษณ์ บอกว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก ตรงข้ามกับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่าให้อายุมาเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ สำหรับใครที่ยังไม่มีความรู้ ก็ต้องรีบเพิ่มเติม ซึ่งความรู้ด้านการลงทุนสมัยนี้หาได้ไม่ยาก ท่องโลกอินเทอร์เน็ตไม่นาน ก็ได้ความรู้แล้ว แต่หากต้องการความรู้ที่ถูกต้อง ก็ลองเข้ามาหาความรู้ฟรีๆได้ที่หลักทรัพย์บัวหลวง

เช่นเดียวกับ โครงการ The Stock Master 2019 ที่ไม่ได้ให้แต่ความรู้ด้านการลงทุน และวิธีการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือช่วยการลงทุนเท่านั้น แต่เหล่ากูรูยังมาสอนกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์อีกด้วย สำหรับเทคนิคการลงทุนที่ชื่นชอบ และนำมาใช้ในการลงทุนเป็นประจำ คือ อย่าทุ่มเงินลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่ให้ทยอยซื้อ หากเดินมาถูกทางให้เติม ถ้าพอใจ ก็ขายทำกำไรออกไปบ้าง แล้วรอเก็บใหม่ หากพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน

“วันนี้โปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ Trade Master เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลงทุนของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ หลังพิสูจน์แล้วพบว่า “ใช้งานได้จริง ตรงตามความต้องการ” ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า เครื่องมือช่วยการลงทุนตัวนี้จะทำให้มีอิสรภาพทางการเงินได้ตามความตั้งใจ” นักลงทุนวัย 64 ปี ยืนยันทิ้งท้ายบทสนทนา

สุดท้ายนี้ การลงทุนต้องใช้ความรู้ ต้องศึกษาอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์ การลงทุกที่ไม่ขาดทุนและได้กำไร

 

สนับสนุนโดย CoPa69


 

สไตล์การลงทุนของตัวเอง

สไตล์การลงทุนของตัวเอง

สไตล์การลงทุนของตัวเอง เคล็ดลับสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ลงทุนหุ้นแล้วได้กำไร (มากกว่าขาดทุน) คือ การรู้จักนิสัยหรือสไตล์การลงทุนของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งวิธีที่จะรู้ว่าตัวเองมีสไตล์แบบไหน ง่ายๆ เลย ให้ถามตัวเองว่า “เป็นคนมั่นใจ” หรือ “เป็นคนขี้กลัว”

 

นี่คือ 5 สไตล์การลงทุน ลองเช็กดูว่า คุณเป็นแบบไหน

ลุยลูกเดียว

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทกล้าได้กล้าเสีย ถึงไหนถึงกัน แสดงว่ามีความมั่นใจตัวเองสูงมาก มีการตัดสินใจซื้อขายเร็ว ยอมรับความผันผวนได้ทุกรูปแบบ และมักหาการลงทุนใหม่ๆ ที่สำคัญในใจคิดว่าลงทุนไปแล้วจะต้อง “ได้มากกว่าเสีย” และถึงแม้จะขาดทุนก็ไม่เคยเข็ด

ไปไหนไปด้วย

เป็นนักลงทุนที่เน้นตามกระแส หุ้นตัวไหนที่เขาว่าดีก็ว่าดีตาม แล้วก็ตัดสินใจซื้อหุ้นที่ว่าดีโดยไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ สไตล์แบบนี้เรียกว่าไม่ชอบตกรถไฟ เพื่อนซื้อ เราซื้อ เพื่อนขาย เราขาย และแน่นอนสไตล์นี้ก็ไม่กลัวขาดทุน

มั่นใจสุดๆ

นักลงทุนแบบนี้จะมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงมาก พูดง่ายๆ ถ้าไม่ชัวร์ไม่ลงทุนเด็ดขาด ไม่ผลีผลามกระโดดเข้าไปซื้อขาย แต่จะศึกษาหาข้อมูลจนมั่นใจเต็มที่แล้วค่อยลุย ความพิเศษจึงอยู่ที่มีความสามารถเฉพาะตัวในการวิเคราะห์และตัดสินใจ และสไตล์นี้จึงเน้นหากำไรจากส่วนจากราคา (capital gain) เป็นหลัก

ม่ยึดติด

นักลงทุนสไตล์นี้เป็นกลุ่มที่พร้อมจะเข้าหรือออกจากตลาดได้ตลอดเวลา ถ้าเห็นว่าตลาดเป็นขาขึ้นก็พร้อมลุย แต่เมื่อไหร่ที่เชื่อว่าตลาดเริ่มไม่ดี ผันผวนสูงก็จะขายหุ้นออกทั้งหมด

เน้นชัวร์ กลัวเจ็บ

นักลงทุนสไตล์นี้จะเน้นรักษาเงินต้น (ห้ามขาดทุน) รับความเสี่ยงได้ต่ำ ไม่ชอบความผันผวน กลุ่มนี้จึงซื้อแล้วถือยาวๆ นั่นคือ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เน้นหุ้นปันผลเพื่อรอรับเงินปันผลสม่ำเสมอ

ถึงแม้ว่าไม่มีใครคาดเดาได้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่อย่างน้อยๆ ถ้ารู้จักสไตล์การลงทุนของตัวเอง  และลงทุนตามที่ตัวเองถนัดจะช่วยลดความผิดพลาดหรือความเสี่ยงลงได้ และอย่าลืมว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ยังใช้ได้ดีกับตลาดหุ้น

จะดีกว่าไหม ถ้าจะสามารถทำทุกอย่างได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะกับตัวคุณ อยากรู้ว่าจะลงทุนอะไรดี ก็คัดมาแต่กองทุนดี ๆ ให้คุณเลือกลงทุนได้แบบเน้น ๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งงมเอง รวมไปถึงการเปิดบัญชี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยนกองทุนก็ทำได้สะดวก หมดทุกปัญหาความยุ่งยาก คงเริ่มอยากรู้แล้วจะมีที่ไหนที่ตอบโจทย์ให้นักลงทุนได้ มาที่ธนาคารกรุงศรีฯ ได้เลยครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะที่นี่จะทำให้การลงทุนของคุณกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ไปเลยครับ


หลากหลายกองทุนมีให้คุณเลือก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า สำหรับนักลงทุนการหาข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ แต่ละกองทุนที่เราเลือกต้องรู้ว่าเป็นกองทุนประเภทไหน เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ทางการเงินและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้หรือไม่ แต่พอมีหลายกองทุนยิ่งปวดหัว เพราะต้องหาข้อมูลหลายที่ ที่นั่นที นี่นู่นที ข้อมูลตีกันไปหมด แต่แค่คุณเข้ามาที่ธนาคารกรุงศรีฯ ที่เดียว ก็มีกองทุนดี ๆ หลากหลายประเภทจากหลาย บลจ. ชั้นนำ อย่าง 1) บลจ. กรุงศรี 2) บลจ. พรินซิเพิล 3) บลจ. ภัทร 4) บลจ. แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) 5) บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) และ 6) บลจ. วรรณ มาให้เลือกลงทุนได้ง่าย ๆ แถมการเปิดบัญชีกองทุนกับธนาคารกรุงศรีฯ ก็สะดวกมาก เปิดแค่บัญชีเดียวก็สามารถลงทุนได้ทุกกองทุน จากทุก บลจ. ที่เป็นพันธมิตรของธนาคารเลยครับ ตอบโจทย์คนที่ต้องการเรื่องง่าย ได้จริง ๆ ครับ


หลากหลายช่องทางเลือกได้ตามสะดวก

นอกจากจะรวมกองทุนเด่นจากหลากหลาย บลจ. ไว้ให้คุณแล้ว ทางธนาคารกรุงศรีฯ ยังมีหลากหลายช่องทางในการซื้อให้กับคุณด้วย ใครสะดวกแบบเดินเข้าไปที่สาขา ก็จะได้รับคำปรึกษารวมถึงการให้บริการจากเจ้าหน้าที่สาขาได้เลย  หรือใครสะดวกทำผ่านช่องทางออนไลน์ ทางธนาคารกรุงศรีฯ ก็มี KMA – Krungsri Mobile Application ที่ให้คุณสามารถเปิดบัญชีกองทุน ทำธุรกรรมซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุน รวมถึงตรวจสอบมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนที่ลงทุนไปผ่านแอปพลิเคชั่นได้เช่นกัน สะดวก ง่าย ทำธุรกรรมได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลก ทำให้คุณไม่พลาดโอกาสดี ๆ ในการซื้อกองทุน เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนแบบไร้พรมแดนโดยสมบูรณ์จริง ๆ ครับ


คำแนะนำที่เหมาะสมกับคุณ

ต่างคนก็ต่างความชอบ ต่างความต้องการ ในเรื่องการลงทุนก็เช่นกันครับ แต่ละคนก็มีเป้าหมายทางการเงิน และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ธนาคารกรุงศรีฯ จึงมีบริการให้คำแนะนำด้านการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญทั้งที่สาขา หรือผ่านฟีเจอร์ Smart advisor บนแอปพลิเคชั่น KMA ซึ่งสะดวกมาก ๆ เลยเพราะอยู่ที่ไหนก็ขอรับคำแนะนำการลงทุนได้ เพียงตอบคำถาม 7 ข้อ ระบบก็จะแสดงผลว่าเราเป็นนักลงทุนที่เหมาะกับการลงทุนแบบไหน พร้อมกับเสนอคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวคุณ เหมือนมีที่ปรึกษาคนเก่งอยู่ข้างกายตลอดเวลาเลยครับ

จะเห็นได้ว่าถ้าเลือกลงทุนกับธนาคารกรุงศรี ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุนเลยล่ะครับ จะซื้อจะขายกองทุนก็ง่าย รับคำแนะนำการลงทุนได้สะดวก KMA-Krungsri Mobile App จัดมาให้ครบ ทุกความต้องการเลย และหากใครสนใจลงทุนแต่ยังไม่มีบัญชีกองทุนกับธนาคารกรุงศรี ศึกษาวิธีการเปิดบัญชีออนไลน์ผ่านแอป KMA ได้ที่

 

 

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019 ในการลงทุนนั้นมีหลายเรื่องที่เราควรจะต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อให้เราลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

1.การคำนวณ Present Value, Future Value  

เราต้องคำนวณให้เป็นว่าถ้าเราลงเงินไปทุกเดือน เดือนละเท่านั้นเท่านี้ หวังผลตอบแทนเท่านี้ ผ่านไป 10 ปี 20 ปี เราจะมีเงินเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้วางแผนทางการเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยคำนวณไม่เป็นนะครับ


สมัยที่ผมลงทุนใหม่ๆ ผมชอบกดเครื่องคิดเลขหรือเปิด excel นั่งคำนวณ Future Value อยู่เป็นประจำว่าอายุเท่านี้เท่านั้นผมจะมีเงินเท่าไหร่ พอผมเห็นตัวเลขเป้าหมายที่วางไว้มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอดทนประหยัดเงินเพื่อเอามาลงทุน อดทนอ่านหนังสือ หาความรู้ โดยใช้เป้าหมายเป็นแรงผลักดัน

 

2. Asset allocation ( การจัดสรรสินทรัพย์ )

        เราหวังจะให้เงินทำงาน เราก็ควรต้องรู้ว่าเราจะให้มันไปทำงานอะไรบ้าง สินทรัพย์แต่ละอย่างมีผลตอบแทนและความเสี่ยงต่างกันอย่างไร คนแต่ละคนจะมี Profile ชีวิตที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีสูตรตายตัวที่เหมาะสมกับทุกคน คุณจะต้องศึกษา Basic ของเรื่องนี้ให้เข้าใจ และปรับใช้กับตัวเอง

เรื่องยอดฮิตด้าน Asset allocation ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ คือ คนที่อายุน้อยรับความเสี่ยงได้เยอะควรลงทุนหุ้นเยอะๆ แล้วคนอายุมากรับความเสี่ยงได้น้อยควรลงทุนหุ้นน้อยๆ ในรายละเอียดแล้วมันไม่ใช่แค่นั้นนะครับ อันนั้นมันเป็นแนวคิดกว้างๆที่อาจจะใช้ได้กับคนจำนวนหนึ่ง

การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) คือ การวางแผนกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) หรือหลักทรัพย์ (Securities) หลายประเภทที่แตกต่างกันไปเพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว (Long – term Investment Goal) โดยการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนจะพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Return) จากหลักทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนและระยะเวลาที่ต้องการลงทุน

เช่น คุณรมิตากระจายเงินลงทุนไปในสินทรัพย์หลัก 3 ประเภท คือ

1. เงินฝากธนาคาร 30% เพื่อรักษาสภาพคล่อง

2. พันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง 45% เพื่อให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและ

3. หุ้นสามัญที่มีความเสี่ยงสูงอีก 25% เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

การจัดสรรสินทรัพย์แบ่งเป็น 2 ระดับคือ 1. การกำหนดสัดส่วนการลงทุนในระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Asset Allocation) เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว และ 2. การปรับสัดส่วนการลงทุนไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา (Tactical Asset Allocation) เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

แต่ถ้าเราศึกษาลึกลงไปจริงๆแล้ว มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ เช่น คนอายุน้อยที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องหุ้นเลย ยังไงก็ไม่ควรลงทุนหุ้นอยู่ดี หรือคนอายุเยอะๆ แต่ว่าระดับความรู้การทุ่มเทเวลากับการลงทุนมากๆ ก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนในสัดส่วนที่เยอะก็ได้ หรือคนอายุน้อยที่ครอบครัวไม่ได้มีเงินเก็บมากนัก แต่ว่ามีภาระที่จะต้องเลี้ยงพ่อแม่ แบบนี้ก็ไม่ควรเอามาลงทุนหุ้นเป็นสัดส่วนที่สูง ถึงแม้ว่าเค้าจะมีความรู้เรื่องหุ้นมากแค่ไหนก็ตาม

 

3. Stock selection (การเลือกสินค้า)

       คนที่หวังจะมีผลตอบแทนเหนือตลาดหุ้น ก็ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการทำความเข้าใจการวิเคราะห์ธุรกิจ การประเมินมูลค่า ซึ่งเรื่อง stock selection ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถ้าจะให้ศึกษาลึกจริงๆ ก็เรียกได้ว่าศึกษาได้ทั้งชีวิตละครับ เพราะมันเป็นความรู้ที่ทั้งลึก ทั้งกว้างมาก เรียกว่าความรู้แทบจะทุกอย่างในโลกใบนี้สามารถเอามาประยุกต์ใช้ในเรื่องการเลือกหุ้นได้ทั้งสิ้น

คนที่จะเอาดีทางนี้จริงๆ ต้องทุ่มเทเวลามากพอสมควร แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถ้าคุณทุ่มเทมากพอผมว่ามันก็คุ้มค่าไม่น้อยเหมือนกัน ผมเชื่อว่าคนที่จะเอาดีจากการลงทุนในหุ้นได้จริงๆจังๆ ต้องเป็นคนที่เปิดหูเปิดตา หาความรู้อยู่ตลอดเวลา และคุณจะต้องรักการอ่าน และรู้สึกสนุกเมื่ออ่านเรื่องการของธุรกิจต่างๆ ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวมิฉะนั้นคุณจะทำมันได้ไม่นานหรอกครับ เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

สำหรับคนที่คิดว่าไม่เหมาะกับการเลือกหุ้นรายตัว ความรู้ด้านนี้ก็ไม่ลงลึกมากนัก สามารถเอาเงินไปลงทุนใน Index fund ดีกว่า แต่มีความรู้พื้นฐานเอาไว้บ้างก็ดีครับ เพราะพื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้นมันก็ช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์ลงทุนใน Index fund ได้ดีขึ้น อย่างเรื่องความถูกความแพงของตลาดที่ผมได้เขียนเอาไว้ มันก็มีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์หุ้นรายตัวแล้วเอามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ตลาด

 

4. การบริหาร port

              พอเราเลือกหุ้นที่คิดว่าดีและถูกได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะซื้อหุ้นตัวเดียว แล้วหวังรวย เพราะมีโอกาสไม่น้อยเหมือนกันที่เราจะจนเลย การบริหาร port ที่ดีจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนและความเสี่ยง การมีหุ้นน้อยเกินไป ความเสี่ยงอาจจะสูง แต่การมีหุ้นมากเกินไปเราก็จะได้หุ้นเกรดรองๆลงไป ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังมันลดลงมาก

นักลงทุนบางคนอาจจะถนัดการลงทุนที่เจาะลึกมากๆ คือศึกษาหุ้นรายตัวอย่างละเอียด วิเคราะห์ความเสี่ยงรอบด้าน และติดตามธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เค้าก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนหุ้นจำนวนไม่มากประมาณ 4-5 ตัว เพราะถ้าจะให้ลงทุนหุ้นมากกว่าก็จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเยอะ

ส่วนนักลงทุนบางคนก็อาจจะไม่ได้ศึกษาหุ้นรายตัวลึกมาก แต่จะรู้กว้างไปในหลายๆอุตสาหกรรม ก็เหมาะที่จะลงทุนหุ้นหลายๆตัวตั้งแต่ 5-15 ตัว

การกำหนดว่าหุ้นตัวไหนจะถือเป็นสัดสวนเท่าไหร่ หรือเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนแปลง พื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแปลง หรือการไปเจอหุ้นตัวใหม่ที่น่าสนใจกว่าที่มีใน port สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่นักลงทุนจะต้องรู้จักซื้อขายหุ้นปรับเปรียบหุ้นใน port ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และ การเเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

5. การวัดผลตอบแทน

พอลงทุนแล้วเราก็ต้องวัดผลตอบแทนให้เป็น แยกวัดผลตอบแทนรายสินทรัพย์ เพื่อที่จะได้ประเมินได้ว่าเราทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าเฉลี่ยอย่างไร จะได้เอามาปรับกลยุทธ์การ ลงทุนให้เหมาะสม  แต่เดิมผมเองก็วัดผล port แบบง่ายๆเหมือนกัน คือคิดว่าต้นปีเรามีเงินเท่าไหร่ ปลายปีเรามีเงินเท่าไหร่ ก็คิดเป็นผลตอบแทน แต่ผมคิดแบบนี้ได้เพราะผมไม่ได้เติมเงินลงไปใน port มากนัก (จะมีก็แค่ช่วงปีแรกของการลงทุนเท่านั้นเอง) ส่วนเงินที่เอาออกมาก็ไม่ได้มากนักจึงไม่มีผลกับการคำนวณเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่มีเงินลงทุนเพิ่มทุกเดือนหรือทุกปี หรือมีการเอาเงินออกจาก port ก็มีวิธีคิดแบบกองทุน ที่ต้องคำนวณเป็น NAV เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ตอนนี้ผมเองก็เพิ่งมาทำแบบนี้เหมือนกัน หลังจากเริ่มกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์อื่นบ้าง กระจายไปลงในต่างประเทศบ้าง ตอนนี้ก็ยังทำไม่ค่อยคล่องเลยครับ ทุกครั้งที่ทำก็ต้องมีสมาธิ นั่ง recheck ตัวเลขดีๆ

พอวัดผลแล้วก็ต้องเอาไปเทียบกับ Benchmark หรือ อย่างหุ้นไทยเราก็เอาไปเทียบกับ set index หรือ set tri ตราสารหนี้ ก็ต้องมีตัวเทียบของมัน ผมแทบจะไม่ได้ลงทุนทางนี้ เลยไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าเทียบกับอะไร (ใครรู้บอกเป็นวิทยาทานด้วยครับ) อย่างกองทุนอสังหา กอง reit นี่จริงๆน่าจะมี Index ให้นักลงทุนเทียบนะครับ ว่า index เป็นเท่าไหร่ yield เป็นอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่ามีอยู่แล้วหรือว่าผมหาไม่เจอเอง เรื่องวัดผลนี่ยังมีอีกมิติคือ เราทำมาเพื่อวัดผลกับดัชนีคือเป็นการเทียบกับคนส่วนใหญ่ แต่เราไม่ควรวัดผลไปเทียบกับรายบุคคล เพราะปกติแล้วไม่ว่าจะลงทุนในภาวะแบบไหน ก็จะมีคนที่ทำผลงานได้ดีกว่าเรามากๆเสมอ การเอา port เราไปวัดกับคนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเรามากๆ พาลแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์ ว่าทำไมเค้าได้เยอะกว่าเรา ซึ่งอาจจะทำให้เราไขว้เขวกับแผนการลงทุนของเราได้

ความรู้เหล่านี้อาจจะดูเหมือนยากในช่วงแรกๆ แต่ผมมั่นใจว่ามันไม่ได้ยากกว่าวิชาที่เราเรียนกันในมหาลัยหรอก หรือแม้แต่ตรีโกณมิติ sin cos tan ที่เรียนตั้งแต่มัธยมผมว่ายังจะยากกว่า แต่เมื่อเราทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วผมว่ามันคุ้มค่ามาก เพราะเราเอามันไปใช้ได้แทบทั้งชีวิต  แหล่งความรู้ที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้มีอยู่หลายทาง คนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีอยู่เยอะมาก  เวป a-academy นั้นคนสร้างชื่อเอครับ เอเป็นคนที่ย่อยเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ เวลาว่างๆผมก็ชอบเข้าไปดู video ของเออยู่เป็นประจำ เนื้อหาในเวปน่าจะครอบคลุมเรื่องสำคัญที่นักลงทุนทั่วไปควรจะรู้ได้เกือบจะทุกเรื่อง ผมว่าความรู้เรื่องการบริหารเงินลงทุนในภาพกว้างเอมีความสามารถเหนือผมเยอะ โอกาสที่ผมจะศึกษาจนมีความรู้ด้านนี้เหนือเอแล้วเอามาเขียนนั้นเป็นไปได้ยากมาก ผมขอส่งไม้ต่อให้เอ สำหรับคนที่ลงทุนมานานแล้วยังแพ้ตลาด คนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ หรือคนที่ยังไม่เคยลงทุนแต่สนใจให้ไปอ่านจากเวปของเอนะครับ มีวิดีโอมีบทความดีๆเยอะมาก ดูกันให้ตาแฉะไปเลยครับ ต้องขอบคุณเอมา ณ ที่นี้ด้วยครับที่แบ่งบันเวลามาให้ความรู้คนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม มันอยู่บนความเสี่ยงนั้นต้องใช้ความรู้และความเข้าใจในการลงทุน ต้องศึกษาให้ละเอียดเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนนั้นเอง

การลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบ

การลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบ อยากจะลงทุนระยะสั้น

เราจะเรียกว่า การเก็งกำไรส่วนต่างราคาโดยใช้ Technical Analysis มาช่วยในการวางแผนหาจังหวะเข้าซื้อขายเพื่อทำกำไร หรือเลือกที่จะลงทุนระยะยาว ที่เน้นดูการเติบโตของกิจการ เพื่อกินปันผลไปนานๆ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบแต่ละคน ต้องถามตัวเองว่าชอบแบบไหน ก็ลองมุ่งศึกษาไปด้านนั้นให้เข้าใจหลักการและนำมาประยุกต์ใช้กับเราว่ามันเวิร์คไหม

 

การลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบ ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน ต้องทำงานตลอดทั้งวัน หากจะลงทุนในหุ้น การเก็งกำไรระยะสั้นๆ แบบ Day Trade คือ ซื้อและขายในวันเดียว อาจจะไม่เหมาะและเสียสมาธิในการทำงานได้ แต่ถ้าซื้อแล้วถือข้ามวันไปและเลือกหุ้นดีๆ ไม่ซิ่งมาก ไม่ปั่นจนหัวหมุน ก็สามารถทำได้ ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้อยู่ แต่ถ้าเอาแบบสบายใจ ทนถือยาวๆ ได้ แล้วกินปันผล ก็เป็นแนวทางที่ดีสำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่นั่งทำงานไปด้วย ได้ลงทุนไปด้วยโดยไม่ต้องกังวล แถมมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากเงินเดือน ทั้งนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ถ้าคุณคัดเลือกหุ้นมาไม่ดี ถือยาวๆ ไปแล้ว กิจการเริ่มไม่ดี กำไรต่อปีน้อยลง ปันผลไม่มีเหมือนก่อน ก็อาจทำให้การลงทุนเราสะดุดได้

การลงทุนระยะยาว ก็อาจมีปัญหาสำหรับมือใหม่ได้ ไม่รู้ว่าจะซื้อตรงไหนดี แล้วเก็บยาวๆ ซื้อไปแล้วลงต่อ ซื้อเพิ่มดีไหม หรือขึ้นไปเราอยากได้หุ้นเพิ่ม จะกล้าซื้อดีไหม งั้นผมก็จะมาแนะนำการถือยาวแบบที่เรียกว่า ออมในหุ้น มาเล่าให้ฟังว่าทำอย่างไร ซึ่งผมก็ได้แบ่งพอร์ตการถือยาว และใช้แนวทางนี้เช่นกัน

DCA (Dollar Cost Average) ผมจะอธิบายความหมายแบบง่ายๆ คือ การซื้อหุ้นที่เราคัดเลือกมาแล้วว่าดี อนาคตรุ่ง โดยซื้อทุกๆ เดือน ในปริมาณที่เท่ากัน เหมือนการออมที่คุณหยอดเงินลงกระปุกทุกวัน หรืออารมณ์ประมาณว่าเอาเงินฝากประจำที่ธนาคารบังคับเราให้เอาเงินมาฝากทุกเดือน ตามที่กำหนด ถ้าอยากได้ดอกเบี้ยเงินฝากตามที่ต้องการ วิธีนี้ก็เอามาใช้ในหุ้นได้เช่นกัน โดยการซื้อหุ้นตัวที่เราสนใจ วางแผนไว้เลยว่าจะซื้อหุ้นด้วยจำนวนเงินทุนเท่านี้ ที่ได้หักออกมาจากเงินเดือน หรือมีเงินทุนพร้อมอยู่แล้วที่ได้ออมไว้ ก็แบ่งมาลงทุนในหุ้น กำหนดวันที่จะซื้อหุ้นให้ชัดเจนว่าวันไหน เมื่อกำหนดแล้วก็ซื้อหุ้นตามวันที่กำหนดของทุกเดือน ซื้อแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อการลงทุนระยะยาวของเรา

ประโยชน์ของการลงทุนแบบ DCA

  1. เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานทั้งวัน และสนใจอยากที่จะลงทุนในหุ้น
  2. สร้างวินัยในตัวเองให้รู้จักการออมในหุ้นที่ต้องลงทุนทุกเดือน
  3. หมดกังวลว่าต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำ หรือเมื่อหุ้นขึ้นไปก็ไม่กล้าซื้อเก็บไว้ ทำให้พลาดโอกาสในการลงทุน แต่ถ้าใช้หลักการ DCA จะไม่สนใจเรื่องราคา ถึงวันที่กำหนดซื้อก็ซื้อทันที
  4. ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของราคาที่ซื้อสูงไป เพราะมีการถัวเฉลี่ยราคาจากการซื้อทุกเดือน
  5. เมื่อเวลาผ่านไป มาดูพอร์ตตัวเองจะเห็นการเติบโต เห็นจำนวนหุ้นที่ลงทุนมากขึ้น เห็นราคาที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป เกิดความภูมิใจในตัวเองที่สามารถออมในหุ้นได้
  6. มีเวลาเพิ่มขึ้นในการศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม มองหาหุ้นที่จะลงทุนเพิ่ม เพราะไม่ต้องเสียเวลาวางแผนหาจังหวะการเข้าซื้อหุ้น
  7. ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ในวันที่หุ้นลง มีความผันผวน เพราะเราไม่สนใจราคาอย่างที่บอกไปในหลักการ DCA
  8. มองไกลไปถึงวัยเกษียณ มีหุ้นที่ออมไว้สมัยหนุ่มๆ ในจำนวนที่มากทำให้ได้เงินปันผลมากเช่นกัน มีเงินใช้ในวัยเกษียณ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

จะเห็นได้ว่าการลงทุนแนว DCA ก็เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ ที่สามารถลงมือทำได้อย่างง่ายๆ โดยกำหนดไว้ว่าสิ้นเดือนเงินเดือนออก แบ่งเงินมาลงทุนซื้อหุ้นตามแผน แต่จะเป็นไปตามแผนได้นั้น ก็ต้องเลือกหุ้นที่ดีที่จะเอามาลงทุน แต่ถ้าลงทุนไปแล้วมันไม่เติบโตจริง ตามที่เราวิเคราะห์ ก็อย่าได้เครียดจนเกินไป เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง เราก็มองหาหุ้นตัวอื่นๆ สำรองไว้ลงทุนต่อได้ และอีกเงื่อนไขคือ ความมีวินัยและใจของเราเอง ว่ามีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน ที่ตั้งใจจะออมในหุ้น หากใจไม่เข้มแข็งพอ เมื่อถึงเวลาซื้อ แต่ไม่ซื้อ เอาเงินไปใช้ก่อน เจอแบบนี้แผนที่วางไว้ก็พัง เป้าหมายที่วางไว้ก็คงไปไม่ถึง

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ กับแนวทางที่ได้นำเสนอกับการลงทุนด้วยตัวเอง ยิ่งเริ่มลงมือทำก่อนก็ออมได้ไวก่อน ระหว่างทางในการออม ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะอาจจะเจอเคล็ดลับแนวทางดีๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนของเราเพิ่มขึ้น

ธุรกิจ SME แนวทางการลงทุนสมัยใหม่

ธุรกิจ SME แนวทางการลงทุนสมัยใหม่

    ธุรกิจ SME   สำหรับยุคสมัยนี้เรียกได้ว่าธุรกิจที่ได้รับความนิยมและมีคนสนใจให้การลงทุนไม่น้อยไปกว่าธุรกิจออนไลน์ก็คือ SME

เนื่องด้วยในปัจจุบันมีคนไทยมีกำลังทุนในการดำเนินกิจการเล็กได้อย่างไม่ยากเย็นนัก   แต่ต้องมีการวางแผนหรือศึกษาการตลาดให้ละเอียดเพราะเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุนนั้นบ้างคนอาจจะไม่ได้มีมากมายอะไรนัก              แต่ที่น่าสนใจก็คือการลงทุนประเภทนี้มีการลงทุนที่ไม่มากนักและมีการให้ความรู้ก่อนที่จะดำเนินการและจะมีคนที่จะมาหาทำเลและแนะนำวิธีการต่างๆรวมไปถึงการหาทำเลให้กับเราอีกด้วยหากว่าเราเป็นคนลงทุน     อย่างเช่น เซเว่นก็ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจ SME ที่มีผลกำไรตอบแทนที่ดีแต่จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ในการเปิดที่มีคนให้ความสนใจและสะดวกในการจอดรถเพื่อเข้าไปซื้อสิ้นค้า เราจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้มีการลงทุนในรูปแบบนี้เยอะมากเพราะสามารถทำรายได้ให้เราได้แทบจะถาวรถ้าหากว่าธุรกิจที่เราจับนั้นได้รับความนิยมกันปากต่อปาก ยิ่งเปิดเป็นร้านขายของหวานพวกเค้กที่สาวๆส่วนใหญ่จะชอบรับประทาน ทำหน้าร้านให้ดูน่ารักมีสไตล์เป็นของตัวเองยิ่งได้รับความนิยมอย่างแน่นอน    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับที่ตั้งหรือสถานที่ที่เราจะเปิดด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นต่อให้ทำร้านดียังไงถ้าไม่มีลูกค้าหรือไม่อยู่ในจุดที่เห็นและสะดวกในการเข้าใช้บริการก็คงจะอยู่ยากได้เหมือนกัน สำหรับในบทความหน้าเราจะมาเจาะลึกกันเกี่ยวกับธุรกิจ SME อย่างละเอียดว่าเพราะอะไรทำไมถึงมีความน่าสนใจขึ้นมาในช่วงนี้และยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากจะมาลองทำธุรกิจเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใครแต่แรกๆก็ต้องมีความขยันและอดทนกันหน่อยแต่ถ้ายืนขึ้นได้เมื่อไหร่ก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับแต่ทุกการลงทุนนั้นมักจะมีความเสี่ยงอยู่ด้วยเสมอดังนั้นการหาข้อมูลถือเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างมากสำหรับนักธุรกิจ

 

SME คืออะไร ผู้ประกอบการหลายคนที่เริ่มทำธุรกิจ อาจยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นคือธุรกิจประเภทไหนกันแน่ จะเป็น SME หรือสตาร์ทอัพ หรือ E-Commerce เพื่อให้ตอบได้ว่าธุรกิจของคุณใช่ SME หรือไม่ คงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า SME คืออะไร

  • SME คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิต จำหน่ายและการให้บริการ โดยมีผู้ประกอบการเป็นเจ้าของด้วยตัวเอง
  • ธุรกิจ SME ครอบคลุมกิจการ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มกิจการผลิตสินค้า กลุ่มกิจการให้บริการและกลุ่มค้าส่งกับค้าปลีก
  • ประเภท SME แบ่งออกเป็น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยใช้ 2 เกณฑ์ในการแบ่ง ได้แก่ มูลค่าสินทรัพย์ถาวรและจำนวนการจ้างงาน
  • SME มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะช่วยให้เกิดการจ้างงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้
  • ข้อดีของ SME คือ ผู้ประกอบการมีอิสระในการดำเนินธุรกิจและส่งผลดีต่อ GDP ของประเทศ
  • ข้อเสียของ SME คือ ผู้ประกอบการอาจขาดเงินทุนและสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ แผนการตลาดไม่มีประสิทธิภาพและรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ไม่ได้

 

 

SME คืออะไร ทำไมผู้ประกอบการต้องรู้

สำหรับผู้ประกอบการที่มีไอเดียในการทำธุรกิจแต่ยังตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังทำธุรกิจประเภทอะไรอยู่กันแน่ จะใช่ SME หรือไม่ หรือจะเป็นสตาร์ทอัพ หากผู้ประกอบการอยากได้คำตอบว่า SME คืออะไร เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจชัดเจนเพียร์ พาวเวอร์จึงไปหาคำตอบมาให้ เผื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจได้ดีขึ้นว่าธุรกิจของเรานั้นคืออะไร เพื่อจะได้วางแผนต่อยอดธุรกิจของเราให้ไปต่อได้อย่างถูกทางค่ะ

SME คืออะไร

สำหรับคำถามนี้ เพียร์ พาวเวอร์ไปหาคำตอบมาและพบว่า ส่วนใหญ่จะให้นิยามว่า SME คือธุรกิจที่ดำเนินการเกี่ยวกับการผลิต จัดจำหน่ายและการให้บริการ โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจบริหารจัดการธุรกิจนั้นด้วยตัวเอง แนวคิดของธุรกิจ SME คือ เน้นการต่อยอดสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาดให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น การผลิตสินค้าจะใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม ไม่ได้คิดค้นขึ้นใหม่ ซึ่งจะแตกต่างจากแนวคิดของสตาร์ทอัพ ที่เน้นการสร้างนวัตกรรม

นอกจากนี้ เราจะเห็นคำว่า SME กับ SMEs ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนอาจจะเกิดความเอ๊ะ ขึ้นมาในใจว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ขอบอกว่า ไม่ต่างค่ะ เพราะทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันและย่อมาจากคำเดียวกัน คือ Small and Medium Enterprises ที่แปลว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั่นเอง

SME กับ Start up แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนมีคำถามตอนจะเริ่มกิจการ เพราะธุรกิจสองประเภทมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในเรื่องของขนาดธุรกิจที่มีขนาดเล็ก และเป็นการเริ่มต้นทำสินค้าหรือบริการเหมือนกัน ข้อแตกต่างของ SME และ Start up คือ SME จะนำธุรกิจที่มีอยู่เดิมในตลาดมาพัฒนาให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่เดิม และมีขนาดของธุรกิจที่ใหญ่กว่า Start up ขณะที่ Start up เน้นสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าหรือสังคมและคาดหวังการเติบโตแบบก้าวกระโดด สาเหตุที่ผู้ประกอบการต้องชัดว่าเป็นสตาร์ทอัพ หรือ SME ก็เพราะ วิธีการหาทุน แหล่งเงินทุน เป้าหมาย และวิธีดำเนินการในสตาร์ทอัพและ SME ต่างกันนั่นเองค่ะ

SME คือธุรกิจที่แบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท

SME สามารถแบ่งออกได้ด้วยหลายวิธีค่ะโดยวิธีที่นิยมกันมี 4 แบบ คือลักษณะของกิจการ มูลค่าทรัพย์สินถาวร และจำนวนพนักงานในบริษัท

ประเภท SME แบ่งตามที่กฎหมายกำหนด

ตามที่ได้บอกมาแล้วว่า SME คืออะไร เป็นสิ่งที่ได้รับการนิยามจากหลายความหมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสิ่งที่กฎหมายกำหนด โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543  ได้ให้ความหมายไว้ว่าธุรกิจ SME คือ

  • กิจการเกี่ยวกับการผลิตหรือบริการมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างพนักงานไม่เกิน 200 คน
  • กิจการเกี่ยวกับการค้าส่งที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 100 ล้านบาท และจ้างพนักงานไม่เกิน 50 คน
  • กิจการเกี่ยวกับการค้าปลีกที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 60 ล้านบาท และจ้างพนักงานไม่เกิน 30 คน

 

ประเภทของ SME แบ่งตามการดำเนินงาน

ลักษณะกิจการ

ธุรกิจ SME จะมีลักษณะของกิจการที่ครอบคลุมอยู่ 3 ลักษณะดังนี้

  • กลุ่มกิจการผลิตสินค้า (Product Sector) กลุ่มกิจการที่มีลักษณะของการประกอบการแนวอุตสาหกรรม คือ กิจการที่ดำเนินการเปลี่ยนรูปวัตถุให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ โดยใช้เครื่องจักรหรือมือเปล่าค่ะ
  • กลุ่มกิจการให้บริการ (Service Sector) กลุ่มการให้บริการแก่ลูกค้าในด้านต่างๆ เช่น การโรงแรม การขายอาหารกับเครื่องดิ่ม การให้บริการส่วนบุคคล การให้เช่าสิ่งบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ หรือการให้บริการด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น
  • กลุ่มกิจการค้าส่งและค้าปลีก (Service Sector) แบ่งเป็น 2 ประเภท มีดังนี้ค่ะ
    • ค้าส่ง (wholesale) คือ การขายสินค้าให้แก่ผู้ค้าปลีก หน่วยงานอุตสาหกรรม หรือผู้ค้าส่งด้วยกันเอง
    • ค้าปลีก (Retail) คือ การขายสินค้าที่ไม่มีการแปรรูปให้กับลูกค้า

มูลค่าสินทรัพย์ถาวร

พิจารณาจากสินทรัพย์ถาวรสุทธิซึ่งไม่รวมที่ดินที่ปรากฏในงบการเงินค่ะ โดยสินทรัพย์ถาวรสุทธิ คือ สินทรัพย์ที่เป็นชิ้นเป็นอัน ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ อาจจะเป็นได้ทั้งสิ่งของ หรือข้อมูลต่างๆ ก็ได้ และมีอายุการใช้งานที่มากกว่า 1 ปีขึ้นไป โดยเกณฑ์นี้ สามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกตามรูปแบบในการทำงานของธุรกิจ SME ค่ะ

  • รูปแบบการผลิต: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • รูปแบบการบริการ: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • รูปแบบการค้า แบ่งเป็น 2 แบบ
    • ค้าส่ง: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 100 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
    • ค้าปลีก: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 60 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 30 ล้านบาท

จำนวนการจ้างงาน

พิจารณาจากจำนวนการจ้างงานหรือพนักงานที่ผู้ประกอบการมีอยู่โดยกฎหมายกำหนดไว้ตามรูปแบบเช่นกันค่ะ

  • รูปแบบการผลิต: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน
  • รูปแบบการบริการ: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน
  • รูปแบบการค้า แบ่งเป็น 2 แบบ
    • ค้าส่ง: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 50 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 25 คน
    • ค้าปลีก: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 30 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 15 คน

ถ้าทั้ง 2 ข้อขัดแย้งกันเอง ระหว่างจำนวนพนักงานกับทรัพย์สินถาวร การจะตัดสินใจว่าธุรกิจของเราเป็นขนาดกลางหรือขนาดย่อม ให้ยึดจากสิ่งที่มีน้อยกว่าเป็นการตัดสินค่ะ