ลงทุนแบบไหน หนี้หมดไว

ลงทุนแบบไหน หนี้หมดไว

ลงทุนแบบไหน หนี้หมดไว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น เร็วขึ้น และนานขึ้น” ในปี 2552 จำนวนหนี้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย 377,109 บาท เพิ่มขึ้น 47% เป็น 552,499 บาทในปี 2561 โดย 50% ของคนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุน้อย ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิต 1 ใน 5 ของผู้กู้ในช่วงอายุ 29 ปีกลายเป็นหนี้เสีย และแม้วัยเกษียณก็ยังไม่สามารถชำระหนี้หมดสิ้น คนอายุ 60 – 69 ปี ยังมีหนี้เฉลี่ย 453,438 บาท

คำถามที่ทุกคนควรเริ่มถามตัวเอง คือ เราเป็นหนึ่งในคนไทยที่มีหนี้มากขึ้น เร็วขึ้น และนานขึ้นด้วยหรือไม่

หากเป็นเช่นนั้น จะมีวิธีการจัดการอย่างไรให้หนี้ลดลงและชำระหนี้ให้หมดได้ในเร็ววัน

4 ขั้นตอนสู่การปลดหนี้อย่างง่าย

ขั้นตอนที่ 1: ตั้งสติ และสำรวจหนี้สินที่มีทั้งหมด

เขียนรายละเอียดหนี้ที่มีทั้งหมด ณ ปัจจุบัน เช่น เป็นหนี้ใครบ้าง หนี้เกิดจากอะไร ยอดหนี้คงค้าง ณ วันนี้จำนวนเท่าไหร่ มีภาระชำระหนี้ต่อเดือน ระยะเวลาผ่อนชำระที่เหลือ วันที่ครบกำหนดชำระในแต่ละเดือน และหมายเหตุที่เป็นรายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็นตามความต้องการของตัวเอง โดยอาจเขียนเป็นรายการหรือจัดทำเป็นตาราง

ขั้นตอนที่ 2: สำรวจความสามารถในการชำระหนี้

โดยปกติความสามารถในการชำระหนี้มาจากส่วนต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่าย ถึงแม้บางคนอาจจะบอกว่าหนี้บางชนิดโดนหักจากเงินเดือนไปแล้วก็ตาม ตัวเลขความสามารถในการชำระหนี้นอกจากจะนำไปใช้ในการวางแผนการชำระหนี้แล้ว ยังสามารถนำไปใช้วางแผนการออมและการเป็นหนี้ในอนาคตอีกด้วย หากใครยังไม่เคยทำบัญชีรายได้และค่าใช้จ่าย ควรเริ่มลงมือทันที

ตัวอย่าง ความสามารถในการชำระหนี้จากการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย โดยเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ได้รับเงินเดือนทุกวันที่ 25 ของเดือน และมีเงินเหลือจากการใช้จ่ายเดือนละ 6,000 บาท

ขั้นตอนที่ 3: วางแผนการชำระหนี้

เมื่อได้รายการหนี้ที่ต้องชำระและความสามารถในการชำระหนี้แล้ว จัดทำแผนการชำระหนี้ในรูปแบบ Timeline แล้วอาจพบว่า

  • หนี้ที่ต้องชำระน้อยกว่าความสามารถในการชำระหนี้ เงินส่วนที่เกินอาจนำไปชำระหนี้เพิ่มเติมมากกว่าที่เจ้าหนี้กำหนด เพื่อให้หนี้หมดเร็วขึ้น หรืออาจนำเงินส่วนเกินไปวางแผนการออมหรือการลงทุนเพิ่มค่าเงินออม
  • หนี้ที่ต้องชำระมากกว่าความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่เจ้าหนี้กำหนดไว้ อาจจะทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียหรือต้องมีภาระผูกพันในรูปแบบอื่นเพิ่มอีก

 

จากตัวอย่าง พบว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าภาระชำระหนี้ในแต่ละเดือน

วิธีการจัดการเพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้

  1. เพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ โดยการเพิ่มรายได้หรือลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีส่วนต่างของภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้จำนวน 1,000 บาท (7,000 – 6,000) จึงสามารถเลือกใช้วิธีการหารายได้เพิ่มอีกเดือนละ 1,000 บาท หรือลดค่าใช้จ่ายจำนวน 1,000 บาท เพื่อให้มีเงินเพียงพอในการชำระหนี้ในแต่ละเดือน กรณีนี้จะชำระหนี้หมดได้ภายในกำหนด
  2. เจรจากับเจ้าหนี้เพื่อลดจำนวนเงินชำระต่อเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ เช่น ขอลดจำนวนเงินชำระหนี้ต่อเดือนจาก 5,000 บาทของธนาคาร B เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าธนาคาร A เหลือเดือนละ 4,000 บาท เพื่อให้ภาระหนี้ที่ต้องชำระเท่ากับความสามารถในการชำระหนี้พอดี แต่กรณีนี้จะทำให้ภาระหนี้ที่ชำระต้องขยายระยะเวลาออกไปนานกว่าที่กำหนดไว้และต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากเดิม

ขั้นตอนที่ 4: ชำระหนี้ตามแผนและวางแผนเงินออม

ขั้นตอนสุดท้าย คือ ชำระหนี้ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่สุด แม้ว่าจะวางแผนดีมากแต่ไม่สามารถทำตามแผนได้ ภาระหนี้ก็จะไม่หมดตามที่กำหนดไว้ และเมื่อชำระหนี้หมดแล้วควรวางแผนการออมเงินและการลงทุนต่อไป

หากทำตาม 4 ขั้นตอน รับรองหนี้หมดไวอย่างง่ายดาย และมีเงินออมก่อนวัยเกษียณแน่นอน

จิตใจที่เข้มแข็ง คือสกิลการลงทุนสำคัญ

ตั้งแต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นไปแตะ 1740 จุดในเดือนกรกฎาคม 2562หลังจากนั้น ตลาดหุ้นไทยก็ไปไม่เป็นอีกเลยแรงขายในหุ้นตัวใหญ่มีมาเรื่อยๆ นักลงทุนต่างชาติออกของไปเรื่อยๆ กระทั่งดัชนี SET ปริ่มๆน้ำอยู่ที่ 1600 จุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน วิธีการลงทุนที่ไม่ได้ผลเลยในปีนี้ คือการหลับตาหว่านซื้อมั่วๆแล้วปล่อยให้หุ้นราคาขึ้นไปเอง สิ่งนี้ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปกับหุ้นส่วนใหญ่ในปี 2562

นอกจากนี้ แม้แต่หุ้นชื่อชั้นดี ที่เป็นตัวดันดัชนีตลาดหุ้นไทย ราคาก็ผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหุ้นที่เป็น Global Play ผูกพันกับเศรษฐกิจโลก เช่น หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC, IRPC, IVL) และ หุ้นกลุ่มอิเลคทรอนิคส์ หรือแม้แต่หุ้นที่เคยเป็นดาวเด่นดันเศรษฐกิจไทยอย่างกลุ่มท่องเที่ยว ปีนี้ราคาหุ้นก็ปรับตัวลงมามาก ซ้ำร้ายหุ้นที่ผูกกับเศรษฐกิจในประเทศอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ก็ลงมาแบบดูไม่จืด

สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ๆที่เข้าตลาดมาเมื่อปีที่แล้วซึ่งตลาดก็ -10.8% ไปแล้ว มาในปีนี้ก็ยังลงทุนยากอีก ทำให้ถอดใจกันไปเยอะ บ้างก็กลัวว่าหุ้นไทยลงทุนไม่ได้แล้วบ้างก็กลัวว่า“หมดยุคทอง” การลงทุนในตลาดหุ้นไทยกันเลยทีเดียว

ผมคิดว่า คำว่า “หมดยุคทอง” ไม่ได้หมายความว่า ตลาดหุ้นไทย ไม่น่าสนใจหรือไม่น่าลงทุน แต่อย่างใด แต่มันอาจหมายถึง ยุคที่ตลาดหุ้นไทย จะอุดมไปด้วยหุ้นที่“ทั้งพื้นฐานดี ทั้งราคาถูก” P/E ระดับ 7-8 เท่าเต็มตลาดไปหมด แบบ 10 กว่าปีก่อน … มันไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

อย่าลืมว่า20 ปีก่อน ประเทศไทยเพิ่งผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 มาไม่นาน การลงทุนในหุ้นถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงมหาศาล เพราะคนยังมีภาพจำอันโหดร้ายที่หุ้นกิจการเจ๊ง ราคาลงเหลือ “ศูนย์บาท” ในสมัยวิกฤต หุ้นอนาคตดี กำไรเติบโต กลับเทรดที่ค่า P/E ที่ต่ำ เกิดภาวะหุ้นราคาถูกเรื้อรังนั่นมันสมัยก่อน

ซึ่งผิดจากสมัยนี้ ที่คนเริ่มลืมภาพวิกฤตต้มยำกุ้งกันแล้ว เคยเห็นความมหัศจรรย์ของราคาหุ้นที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจึงกลายเป็นทางเลือกในการสะสมความมั่งคั่งของคนยุคนี้กันมากขึ้น ราคาหุ้นชื่อชั้นดีในตลาด จึงยากจะมีราคาถูก ตลาดหุ้นไทยมีทั้งนักลงทุนสถาบันที่เข้มแข็ง และนักลงทุนรายย่อยกระเป๋าหนัก คอยเก็บหุ้นพื้นฐานดีไว้ในพอร์ทแบบไม่ปล่อยออกอยู่พอสมควร

ดังนั้น การจะหาหุ้นดี ที่ราคาถูกมากๆ เข้าซื้อแล้วถือยาวไป โดยหวังกำไร 10 เด้ง 100 เด้ง ง่ายๆ…คงจะยากขึ้น ความคาดหวังผลตอบแทนระดับ 20% ไปทุกปี ก็อาจจะเป็นความคาดหวังที่สูงเกินไป

ระดับผลตอบแทนที่เป็นไปได้ ระดับ 7-10% ต่อปีน่าจะยังคาดหวังได้อยู่ และการลงทุนให้หุ้น ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับการฝากแบงค์ และดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

ซึ่งในระหว่างทางการถือหุ้น แน่นอนว่าคนยุคนี้ จะต้องเจอกับความผันผวนที่สุดโต่งกว่าคนยุคก่อนแน่นอน เพราะนโยบายการเงินสมัยนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหนักๆ นโยบายการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ต่างส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นผันผวนทั้งสิ้น

นักลงทุน จึงต้องมี จิตใจที่เข้มแข็ง ทนทานต่อความผันผวน และแรงกดดัน ให้ได้ … ต้องอยู่เฉยๆให้เป็นในบางช่วงเวลา และต้องมีความหาญกล้าที่จะเติมเงินลงในพอร์ทหุ้น ในช่วงที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในระยะยาวเพราะในโลกความเป็นจริง การมีความรู้ ทักษะในการลงทุน อาจจะไม่พอในการคงอยู่ในตลาด… “จิตใจที่เข้มแข็ง ทนทานต่อแรงกดดัน” ก็จัดเป็น Skill ขั้นสูง ที่นักลงทุนควรต้องมีติดตัว อย่าลืมว่าหนทางขรุขระ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางลงทุน ที่ทุกคนต้องผ่าน

ผมคิดว่า ในยามที่ความมั่นใจในตลาดหุ้นยังไม่กลับมาเต็มที่เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับนักลงทุนวีไอ ที่มีทั้งทักษะ ความรู้ และจิตใจที่เข้มแข็ง เพราะเป็นช่วงที่เราสามารถเลือกทยอยลงทุน ในกลุ่มหุ้นที่เราต้องการ ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าได้ง่ายขึ้น  อย่าลืมว่า “ตลาดหุ้นอันตรายเมื่อทุกอย่างดูดีไปซะหมด”

ผมยังเชื่อมั่นว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นทางเลือกที่ดี … และประเทศไทยยังมีอนาคตครับ


 

การลงทุนปี 2020 ของ  SCB จับตาดูหุ้นฮ่องกงมูลค่ายังถูก

การลงทุนปี 2020 ของ  SCB จับตาดูหุ้นฮ่องกงมูลค่ายังถูก

การลงทุนปี 2020 ของ  SCB จับตาดูหุ้นฮ่องกงมูลค่ายังถูก

การลงทุนปี 2020 ของ  SCB จับตาดูหุ้นฮ่องกงมูลค่ายังถูก Brand Inside นำมุมมองจาก SCB Wealth Holistic Experts เกี่ยวกับการลงทุนในปี 2020 ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมุมมองหุ้นไทยมองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอาจได้ลุ้นเม็ดเงินจากต่างชาติ ขณะที่หุ้นต่างประเทศแนะจับตามองที่ฮ่องกง

ศรชัย สุเนต์ตา SCB CIO Office

ศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน (SCB Chief Investment Office) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกพร้อมกลยุทธ์การลงทุนปี 2020 ในยุค New Normal ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วง Late Cycle โดยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-คู่ค้าหลักๆ ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอลง โดยการที่เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตนานมากขึ้น ดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

  • “กระจายความเสี่ยง” มุมมองการลงทุนปี 2020 จาก 3 บลจ. ดัง เน้นในปีหน้า
  • บล.ไทยพาณิชย์ ชี้เป้า 5 หุ้นเด่นไตรมาส 4 เน้นหุ้นใหญ่ สภาพคล่องสูง และปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ศรชัย มองว่าโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกมีน้อยลงเช่นกัน เพราะมีข้อจำกัดในการส่งผ่านนโยบายการเงิน เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่สูงโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ภาคการเงินก็ระมัดระวังการให้สินเชื่อ และธนาคารกลางหลายแห่งยังต้องการเก็บกระสุนที่มีจำกัดไว้ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังควบคู่กับนโยบายการเงิน ซึ่งนโยบายการคลังก็มีข้อจำกัดจากการมีหนี้สาธารณะซึ่งอยู่ในระดับสูง

ผลจากการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เริ่มผ่อนคลายลง โดยประธานาธิบดี ทรัมป์ น่าจะมีท่าทีที่อ่อนลงในประเด็นสงครามการค้าในช่วงปีหน้า ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับตลาดการเงิน และประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ไม่อยากให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยสมัยของเขาเอง

นอกจากนี้ ศรชัย มองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยถือว่ายังน้อยอยู่มาก แม้เศรษฐกิจภาพใหญ่ยังดูไม่สดใส แต่สินทรัพย์เสี่ยงได้ตอบรับปัจจัยนี้เข้าไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากเริ่มจับสัญญาณการกลับตัวที่จะบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่สำคัญๆ เช่น

  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เริ่มปรับเพิ่มขึ้น
  • ปริมาณสินค้าคงคลังลดลง
  • กำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มมีเสถียรภาพหรือไม่ปรับลดลง

ศรชัย มองว่านี่ถือเป็นสัญญาณ Bottom Out ที่ควรจะเริ่มเข้าลงทุนได้ โดยกลยุทธ์การลงทุนในปี 2020 คือ หาจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเลือกลงทุนในตลาดหุ้น หรือในอุตสาหกรรมที่ราคาปรับลดลงมามาก จนต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน หรือ Laggard โดยตลาดหุ้นที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่

  • ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา แนะนำ กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ซึ่ง Valuation อยู่ในระดับต่ำ ระดับกำไรมีแนวโน้มที่ดี โดยควรรอเข้าลงทุน หลังมีความชัดเจนของนโยบายด้านสุขภาพ
  • ตลาดหุ้นในทวีปเอเชีย จากสงครามการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้น
    • ตลาดหุ้นจีน ซึ่งได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
    • ตลาดหุ้นฮ่องกง ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานบางตัว เช่น รถไฟใต้ดิน เป็นต้น

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้เข้าลงทุนใน REITs ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอัตราการปันผลของ REITs ในไทยและต่างประเทศเริ่มปรับสูงขึ้น จากการที่ถูกเทขาย ศรชัยแนะนำให้รอและทยอยเข้าลงทุน เมื่ออัตราการปันผลเพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 5.4-6.0%

อย่างไรก็ดี ศรชัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงลงทุนในตราสารหนี้เอกชน High Yield แต่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เอกชนในระดับเครดิตที่ดีมีเสถียรภาพ ด้านสินค้าโภคภัณฑ์แนะนำลงทุนในน้ำมัน และหลีกเลี่ยงลงทุนในทองคำ

นอกจากนี้ในระยะยาวแล้ว ศรชัย แนะนำ 5 ธีมการลงทุนในอนาคต ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนได้ผ่านตลาดหุ้นหรือผ่าน Private Equity ได้แก่

  1. เทคโนโลยี 5G
  2. ผู้สูงวัย ซึ่งอนาคตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  3. รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
  4. Dematerialization ศรชัยได้ยกตัวอย่างถึง Music Streaming ที่ไม่ต้องใช้ CD แต่อย่างใด หรือ Video Streaming ที่ไม่ต้องใช้ DVD หรือ Blu-ray
สุกิจ อุดมศิริกุล
สุกิจ อุดมศิริกุล – กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสำหรับในปีหน้ามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น อย่างไรก็ดียังคงมีความเสี่ยงด้านมหภาค เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แต่คาดว่าเศรฐกิจโลกยังคงเติบโตได้แม้อัตราการเติบโตต่ำ แต่ไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเทศเกิดใหม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น QE ไว้รองรับความเสี่ยงแล้วตั้งแต่ปลายปี 2562

สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. 2 ครั้ง การออกมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจของรัฐบาลทั้งด้านการบริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงงบประมาณปี 2563 ที่คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ต้นปี 2563 จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2563 ให้เติบโตได้ แม้จะยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่า การลงทุนของรัฐบาลและเอกชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2563

สุกิจ ยังเสริมว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามในกลุ่ม Emerging Markets ซึ่งยังคงตามหลังตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และ ยุโรป ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่แล้วหลายตลาดฯ ทำให้ผลตอบแทนเริ่มจำกัด ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ มีความน่าสนใจมากขึ้นในปี 2563 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสหรัฐฯ กับจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากันได้ในเบื้องต้น

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงหุ้นไทยเริ่มจำกัดเนื่องจากคาดว่าการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปี 2562 สิ้นสุดแล้ว ในขณะที่กำไรสุทธิมีโอกาสฟื้นตัวในปี 2563 ประมาณ 8-10% YoY และหุ้นไทยเองยังได้ลุ้นกับเม็ดเงินจากต่างชาติที่มีโอกาสจะไหลเข้ามาได้ด้วย คาดว่าในปี 2020 นั้น SET Index จะอยู่ในช่วง 1,600 ถึง 1,800 จุด

กลยุทธ์การลงทุนในปีหน้า แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เน้นหุ้นที่มีเงินปันผล ราคาไม่แพงและกำไรสุทธิยังคงเติบโตได้แม้ไม่สูงก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น

  • กลุ่มค้าปลีก
  • การแพทย์
  • นิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ สุกิจ ยังได้เสริมว่าถ้าหากนักลงทุนรับความเสี่ยงมากขึ้น ก็แนะนำหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี เนื่องจากมูลค่าหุ้นลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควรแล้ว โดยคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัว และ สงครามการค้าเริ่มคลี่คลาย

เงิน 5,000 บาทให้กลายเป็น 1 ล้าน ด้วยมูลค่าเงินตามเวลา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลงทุนให้เป็นก็เปลี่ยนเงินแสนเป็นเงินล้านได้"

เงิน 5,000 บาทให้กลายเป็น 1 ล้าน ด้วยมูลค่าเงินตามเวลา ถ้าให้เลือกระหว่าง “มีคนให้เงิน 1 ล้านบาทตอนนี้” กับ “ให้เงิน 5 พันบาททุกๆ เดือนไปตลอดชีวิต” คุณจะเลือกแบบไหนครับ? คำตอบคือ “เลือกมันทั้งสองข้อ” ใช่ไหมครับ…

แต่ถ้ากำหนดโจทย์ให้เลือกข้อใดข้อหนึ่ง คนส่วนใหญ่คงเลือก “ข้อแรก” เพราะเป็นข้อเดียวที่เห็นผลชัดเจน ได้แล้วได้เลยทันทีไม่ต้องมัวรีรอๆ อีกต่อไป เพราะถ้าให้รับเงินเดือนละ 5,000 บาทแทน ก็ต้องรอไปตั้งอีก 200 เดือน (ประมาณ 17 ปี) กว่าจะได้ครบ 1 ล้านบาท ป่านนั้นก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหนแล้ว

จากคำถามเมื่อกี้ เห็นไหมครับว่า เงิน 5,000 บาท ต้องใช้เวลากว่า 17 ปี ถึงจะกลายเป็นเงิน 1 ล้านบาท

แต่เชื่อไหมครับว่า…

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลงทุนให้เป็นก็เปลี่ยนเงินแสนเป็นเงินล้านได้"

เงิน 5,000 บาทต่อเดือนสามารถกลายเป็น 1 ล้านบาทได้ภายในเวลา 8 ปีเท่านั้น!!!
เพียงแค่เรานำเงิน 5,000 บาทต่อเดือนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทน 15% ต่อปี

อ่านถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า นี่ จะมาชวนหารายได้เสริมกันหรือเปล่า หรือว่าจะชวนกันมาลงทุนแบบไหนอะไรยังไง ไม่ครับ ผมเพียงอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลงทุนใน “ความรู้” ลำดับแรกที่เรียกว่า “มูลค่าเงินตามเวลา”

คำว่า “มูลค่าเงินตามเวลา” ถ้าให้อธิบายด้วยความเข้าใจง่ายๆ ก็แปลได้ว่า เงินในวันนี้ ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ยิ่งมีมูลค่าลดลง หากไม่รู้จักหาวิธีเพิ่มผลตอบแทน

ถ้านึกไม่ออกลองคิดถึง ค่าก๋วยเตี๋ยวเรือ ค่ารถเมล์ แท็กซี่ น้ำมัน ค่าครองชีพต่างๆ ที่นับวันยิ่งแพงขึ้น แต่เงินในกระเป๋าเราไม่เคยเพิ่มตามนั่นแหละครับ!!!

แต่ถ้าเรารู้จักนำเงินไปลงทุนเพื่อได้รับผลตอบแทน มูลค่าของเงินก็จะเพิ่มขึ้น และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

ดังนั้น มาทำความรู้จักกับ 3 ตัวแปรที่ทำให้เงินของเราสามารถงอกเงยเพิ่มขึ้นได้กันดีกว่า นั่นคือ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จำนวนเงินเริ่มต้น"

        1. จำนวนเงินเริ่มต้น

จำนวนเงินนี้ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะนั่นแปลว่าเราจะไม่ต้องเหนื่อยมากในการทำตามเป้าหมาย เช่น ถ้าเรามีเงินเริ่มต้นสัก 10 ล้าน ได้ผลตอบแทนสัก 10% ต่อปี ก็ตกปีละ 1 ล้านบาทด้วยความรวดเร็วใช่ไหมล่ะครับ

        2. ผลตอบแทนที่ได้รับ

ยิ่งผลตอบแทนมากเท่าไร จำนวนเงินก็เพิ่มขึ้นไว และใช้ระยะเวลาน้อยลง เช่น ถ้าเราลงทุนได้รับผลตอบแทน 50% ต่อปี แค่มีเงิน 2 ล้านบาทก็สามารถลงทุนได้เงินกลับมาตั้ง 1 ล้านบาท

        3. ระยะเวลา

แต่ถ้าเราไม่มีเงินเริ่มต้นและผลตอบแทนที่สูงปรี๊ด สิ่งหนึ่งที่ช่วยเราได้นั่นก็คือเรื่องของเวลา แต่ต้องอดทนนานกว่าชาวบ้านสักเล็กน้อย เช่น ถ้าเราไม่มีเงินล้าน และมีเงินน้อย แต่ถ้าเรามีเวลานานสัก 8 ปี เพียงแค่เราค่อยๆ นำเงิน 5,000 บาทต่อเดือนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทน 15% ต่อปี เราก็มีเงิน 1 ล้านบาทได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นถ้าถามว่าตัวไหนสำคัญที่สุดใน 3 ตัวนี้ คำตอบคือทุกตัวสำคัญหมดครับ แต่ตัวหนึ่งที่เราทุกคนสามารถควบคุมและทำได้ดีที่สุดนั้นคือ “ระยะเวลา” เพราะสามารถควบคุมและเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ครับ!!

ส่วนเรื่องของ “เงินเริ่มต้น” ถ้าใครยังมีน้อยอยู่อย่าเพิ่งท้อใจไปนะครับ เร่งทยอยเพิ่มความสามารถของเราให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้สูงขึ้นตามความเชี่ยวชาญของเราครับ

และเรื่องสุดท้าย คือ “ผลตอบแทน” ที่หลายๆ คนสนใจว่าจะทำยังไงให้ได้มากที่สุดนั้น ผมอยากแนะนำให้ศึกษาเรื่องความเสี่ยงและการลงทุนเพิ่มเติม เพราะกองทุนรวมดีๆ นั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 10-15% ต่อปีเลยครับ

1. ฝากเงินในธนาคาร 20 ล้านบาท ด้วยดอกเบี้ย 3% ต่อปี

2. ลงทุนในหุ้นกู้ 15 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 4% ต่อปี

3. ลงทุนในหุ้น 10 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 6% ต่อปี

4. ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 8 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 7.5% ต่อปี

พอมามองดูเงินในกระเป๋าของเรา โอ้วแม่เจ้า แค่ 1 แสนยังเก็บยากเลยแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปฝากเงิน 20 ล้าน แล้วถ้า 6 ล้านด้วยการลงทุนในหุ้นมันยังยากเลย ต้องรับความเสี่ยงว่าจะขาดทุนหรือกำไรอีก ไม่เป็นไรครับ ผมมีแนวทางให้ทุกๆคนลองเดินดู แต่จะได้ 50,000 ต่อเดือนไหม มันขึ้นอยู่กับตัวเราและปัจจัยทางเศรษฐกิจและธุรกิจด้วยนะครับ แน่นอนอยู่แล้วว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอแต่เราสามารถเดินตามหนทางที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ไม่มากก็น้อยด้วย 3 ปัจจัยดังนี้นะครับ


 

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ทันหุ้น – SCB นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้ง 2 ขาลง 0.25% มีผล 8 พ.ย.2562 ด้านแบงก์รัฐ “ออมสิน” ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% มีผล 11 พ.ย.ส่วนเงินฝากเริ่มปรับลดลง 0.125% ตั้งแต่ 1 ม.ค.2563 ด้านนักวิเคราะห์ระบุชัดราคาหุ้นกลุ่มแบงก์รับรู้หมดแล้ว ย้ำยังน่าลงทุน ชู SCB เป็น Top pick เป้า 160 บาท

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทันหุ้น – SCB"

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBกล่าวว่า หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง มาอยู่ที่ 1.25%ธนาคารไทยพาณิชย์จึงพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.25% มาอยู่ที่ 6.87% พร้อมกันนี้ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.25% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะสภาพคล่องในระบบการเงินในปัจจุบัน รวมถึงเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าSMEและลูกค้ารายย่อย ให้สามารถปรับตัวต่อความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการชะลอตัวของการใช้จ่ายในประเทศทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำใหม่ จะมีผลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2563เป็นต้นไป

ขณะที่นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารฯ พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลง 0.125% เท่ากัน  ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยMRR และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี(MOR) ลดลงจาก 6.87% เหลือ 6.745% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR)ปรับลดลงจาก 6.50% เหลือ 6.375% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารฯ ยังคงภารกิจหลักมุ่งมั่นส่งเสริมการออม จึงชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก โดยยังคงให้ผู้ฝากเงินฝากทุกประเภทได้รับผลตอบแทนในอัตราเท่าเดิมจนถึงสิ้นปี 2562 หลังจากนั้นจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.125% มีผลวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว

นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัดระบุ ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึง ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ลดลงถึง -13.6%ขณะที่ SET ตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึง ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เพิ่มขึ้น +3.84%ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารับรู้ปัจจัยลบรวมถึงการลดดอกเบี้ยไปแล้ว

หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังคงน่าลงทุนในฐานะ หุ้นปันผล จากอัตราปันผลเฉลี่ย 3-7% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ณ ปัจจุบัน ประกอบกับความคาดหวังกรอบการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2563 รวมถึงเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง

ชู SCB เป็น Top pick

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินทั้งปัจจัยระยะสั้น – ระยะยาว เลือก SCB เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากผลการดำเนินงานของ SCBยังคงขยายตัวได้ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (จากการหันไปปล่อยกู้ทางดิจิทัล) และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย จากการทยอยรับรู้รายได้จำนวน 1.77 หมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลา 15 ปี หลังขาย SCB Life ให้กับ FWD นอกจากนี้ยังจะได้รับค่าตอบแทนสำหรับการขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้กับ FWD ตลอดช่วงระยะเวลาความร่วมมืออีกด้วย เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิ์ทั้งปี 2562 ไว้ที่ 42,479 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปี 2561 พร้อมคาดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 5.15% คงคำแนะนำ “ซื้อ” เป้าปี 2563 ที่ 160 บาท

สำนักข่าว “ทันหุ้น”รายงานว่า หุ้นบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC พักเที่ยงบวก 4.05% โบรกเกอร์ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ หลังประเมินผลประกอบการไตรมาส 4/62 จะฟื้นตัวดี มองขาดทุนสต็อกลดลง และมีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว

ราคาหุ้น IRPC พักเที่ยง อยู่ที่ 3.60 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 4.05% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 3.64 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 598.89 ล้านบาท

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ จากเดิมแนะนำถือ คาดการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาส 4/62 จะกลับมาฟื้นตัวดี เพราะมีโอกาสขาดทุนสต็อกลดลง และมีกำไรจากการทำ Hedging เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน และคาดว่าข่าวร้ายสะท้อนไปยังหุ้นมากแล้ว พิจารณาได้จากราคาหุ้นมีลักษณะ Underperform เทียบกับ SET และหลักทรัพย์ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก IMO สูงสุดในกลุ่ม โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 4.20  บาทต่อหุ้น


 

“ทองคำ” การลงทุนที่คุ้มค่า

"ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า

“ทองคำ” การลงทุนที่คุ้มค่า

“ทองคำ” การลงทุนที่คุ้มค่า  ถือเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเนื่องจากหาซื้อได้ง่ายและขายได้คล่อง ธนาคารแห่งชาติทั่วโลกก็นิยมใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ จึงทำให้ราคาทองคำเป็นตัวบ่งชี้เศรษฐกิจโดยรวมของช่วงนั้น ๆ ได้อีกด้วย โดยการลงทุนในทองคำช่วยป้องกันผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ และยังมีมูลค่าเพิ่มในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การถือทองคำจึงเป็นการช่วยรักษาความมั่นคงและป้องกันความเสี่ยงไปพร้อมกันด้วยครับ

ทองคำเป็นสิ่งที่คนนิยมซื้อเพื่อสะสม ลงทุน และเก็งกำไร การที่หลาย ๆ คนเลือกลงทุนทองคำมีเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน เช่น การเปลี่ยนเงินออมให้เป็นทรัพย์สินเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง การลงทุนในทองคำมีความปลอดภัยสูงและมีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนและหุ้น และยังเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างผลตอบแทนที่ดี ทำได้ง่าย และอาจทำกำไรระยะสั้นได้สูงอีกด้วยนะครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"

เริ่มต้นลงทุนทองคำ

ก่อนอื่นหลายคนอาจจะสงสัยว่าการลงทุนในทองคำนี้คือทองคำแท่งหรือทองคำรูปพรรณและเรื่องผลตอบแทนจะมากน้อยคุ้มค่ากับการลงทุนไหม จริง ๆ แล้วเราสามารถลงทุนได้ทั้งในทองคำรูปพรรณและทองคำแท่งเลยนะครับ แต่สิ่งแรกที่จำเป็นต้องรู้คือน้ำหนักของทองคำแท่งกับทองรูปพรรณ แม้จะนับเป็นทอง “1 บาท” เท่ากัน แต่น้ำหนักจริงไม่เท่ากัน โดยทองคำแท่ง 1 บาท หนัก 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณ 1 บาท หนัก 15.16 กรัม ทำให้ทองคำทั้งสองแบบที่ความบริสุทธิ์เท่ากันมีราคาต่อ 1 บาทไม่เท่ากันไปด้วย

การลงทุนในทองคำรูปพรรณสามารถซื้อตามน้ำหนักที่ต้องการได้เลย แล้วยังสามารถเลือกลวดลายและนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับได้ในระหว่างที่ถือครอง แต่มีข้อเสียคือมีค่ากำเหน็จ หรือค่าแรงในการทำทองที่เพิ่มเข้ามาทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับร้านและลวดลายของทองที่ซื้อ นอกจากนี้ยังสามารถสึกกร่อนได้ เมื่อนำไปขายคืนจะถูกหักค่าเสื่อมประมาณ 5% จึงเป็นที่นิยมสำหรับคนที่ต้องการเก็บเป็นสินทรัพย์ระยะยาว หรือเป็นมรดกตกทอดมากกว่าการลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้น

ส่วนทองคำแท่งมักจะมีการกำหนดซื้อขั้นต่ำและอาจมีค่าบล็อกบ้างเล็กน้อย จึงต้องใช้เงินทุนที่มากกว่าในการซื้อ แต่ไม่มีค่ากำเหน็จจึงมีราคาถูกกว่าทองคำรูปพรรณ เวลาขายคืนไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือมีน้อยกว่าทองรูปพรรณมาก ทองคำแท่งจึงทำกำไรได้มากกว่าทองรูปพรรณและเป็นที่นิยมสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในทองอย่างจริงจัง ทองคำแท่งที่ลงทุนโดยทั่วไปมี 2 ประเภท คือ ความบริสุทธิ์ 96.5% และ 99.99% โดยที่ในประเทศไทยจะนิยมลงทุนในประเภทแรกมากกว่า และนิยมซื้อขายกันในขนาดตั้งแต่ 5 บาท, 10 บาท, 20 บาท และ 50 บาท ครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"

ซื้อทองคำยังไง รูปแบบการลงทุนทองคำ

การซื้อหรือลงทุนทองคำทำได้หลายแบบแต่ที่เหมาะกับมือใหม่จริง ๆ ผมแนะนำอยู่ 2 แบบครับ คือ คุณจะเดินไปซื้อที่ร้านทองด้วยตัวเองหรือจะซื้อผ่านกองทุนรวมทองคำก็ได้ ซึ่งผมจะมาบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละรูปแบบให้ฟัง คุณจะได้เลือกได้ว่าควรจะลงทุนในรูปแบบใด

1. การลงทุนโดยตรงผ่านการซื้อทองคำจากร้านที่ได้มาตรฐาน

คุณสามารถเดินเข้าไปในร้านทองและซื้อทองคำโดยตรงด้วยตัวเองได้เลย ซึ่งคุณอาจเลือกเก็บรักษาได้ในรูปแบบ สัญญาถือครองหรือตั๋วทอง, ซื้อทองคำมาเก็บรักษาเอง หรือฝากไว้กับร้านทองที่ไว้ใจได้ โดยถ้าซื้อทองคำแท่งน้อยกว่า 5 บาท จะต้องเสียค่าบล็อกเป็นราคา 2% ของราคาทองด้วยครับ นอกจากนี้ร้านทองในปัจจุบันยังมีบริการซื้อทองแบบ “ออมทอง” คือการให้คุณซื้อทองเป็นการเก็บออมได้ในจำนวนเงินทีละน้อย ๆ ขั้นต่ำเพียงเดือนละ 1,000 บาท โดยจะได้ปริมาณทองตามราคาตลาดในวันที่ “ออม” เก็บสะสมไปเรื่อย ๆ จนครบบาทก็สามารถ ”ถอน” ทองที่ออมไว้จากร้านในรูปแบบทองคำแท่ง หรือขายคืนเป็นเงินสดเพื่อทำกำไรก็ได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"

หัวใจของการลงทุนทองคำก็คือการทำกำไรจากส่วนต่าง คือ การขายทองคำเมื่อราคาทองในตลาดสูงกว่าตอนที่เราซื้อ โดยราคาในการซื้อขายทองคำแท่งตามประกาศของสมาคมค้าทองคำฯ ในวันเดียวกันราคาขายจะสูงกว่าราคารับซื้อคืน อย่างน้อย 100 บาท ซึ่งเมื่อคิดรวมส่วนต่างราคาซื้อขาย ค่ากำเหน็จ และค่าบล็อกต่าง ๆ แล้ว การจะทำกำไรจากการซื้อทอง ควรจะต้องขายเมื่อราคาทองสูงขึ้นอย่างน้อย 300-500 บาท ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เช่น เราซื้อทองคำแท่งน้ำหนัก 1 บาท ตอนที่ราคาทองในตลาดอยู่ที่ 19,000 บาท เสียค่าบล็อก 300 บาท รวมราคาซื้อ 19,300 บาท และตัดสินใจขายตอนที่ราคาทองในตลาดอยู่ที่ 21,000 บาท จะทำให้เราได้กำไรจากส่วนต่างรวม 1,700 บาท

ทั้งนี้การจะทำกำไรให้ได้สูงสุดนั้น เราจะต้องดูราคาทองในตลาดและคาดคะเนความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยปกติแล้วเมื่อราคาทองคำสูงขึ้น 2-5% คนมักจะเทขาย ซึ่งการเทขายก็ควรมีทองคำในครอบครองประมาณ 10-20 บาทเป็นอย่างน้อย ถึงจะคุ้มค่าครับ

2. การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ

กองทุนรวมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนนำเงินไปลงทุนในทองคำแทนเรา ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการและการถือครองที่ผู้ลงทุนต้องศึกษาให้รอบคอบ การลงทุนผ่านกองทุนรวมนี้คุณไม่ต้องเดินไปซื้อทองคำที่ร้านทองด้วยตัวเองให้เหนื่อยแต่คุณสามารถติดต่อผ่านกองทุนที่คุณต้องการจะลงทุนได้เลย โดยการลงทุนผ่านกองทุนรวมถือเป็นวิธีที่ง่ายและใช้งบน้อย ที่สำคัญไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากก็สามารถลงทุนได้ เพราะแต่ละกองทุนจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเรื่องการลงทุนให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องคอยคาดคะเนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง ไม่ต้องกังวลถึงความน่าเชื่อถือ หรือความผันผวนของราคาระหว่างร้านทองแต่ละร้าน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนระหว่างการลงทุนไม่ว่าจะในรูปของเงินปันผล (ซึ่งจะมีภาษี ณ ที่จ่าย 10%) หรือในรูปของกำไรจากส่วนต่างในมูลค่าหน่วยลงทุน (Capital Gain) ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"
สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นลงทุนในทองคำจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนตลอดเวลาตามปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก เช่น ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ และนโยบายการเงินของธนาคารต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้นการลงทุนในทองคำจึงมีความเสี่ยงเหมือนกับการลงทุนในด้านอื่น ๆ ซึ่งผู้ลงทุนจำเป็นต้องศึกษาให้รอบคอบ ตัดสินใจเลือกรูปแบบการลงทุนทองคำที่เหมาะกับตัวเอง ที่สำคัญเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนควรเป็นเงินเย็น คือ เงินที่ไม่ได้จำเป็นต้องนำไปใช้อะไร เป็นเงินส่วนที่เหลือจากการวางแผนการเงินเรียบร้อยแล้วนั่นแหละครับ เพราะว่าการใช้เงินเย็นจะช่วยให้ลงทุนเพื่อเกร็งกำไรได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น อาจจะต้องขายทองคำแบบขาดทุนหรือได้กำไรน้อยกว่าที่ควรเพื่อนำเงินมาหมุนครับ คุณเองก็จะสามารถประสบความสำเร็จจากการลงทุนทองคำได้ไม่ยาก หากข้อมูลพร้อม เงินพร้อม ก็ลุยต่อได้เลยครับ

*หมายเหตุ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ทองคำ" การลงทุนที่คุ้มค่า"


 

หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ

นักลงทุนหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดเชิงลบจากเพื่อนๆที่ลงทุนด้วยกัน

              หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ

หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ  ในปัจจุบันนักลงทุนหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดเชิงลบจากเพื่อนๆที่ลงทุนด้วยกัน นักลงทุนหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดเชิงลบจากเพื่อนๆที่ลงทุนด้วยกัน     ผู้ร่วมเวิร์กชอปกับ  “The Stock Master 2019” โครงการสร้างนักลงทุนคุณภาพแบบ “รู้จริงกับสนามจริง” ปีที่ 8 ในธีม “TRADE MASTER นักเทรดหุ้นด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ” หลักสูตรเรียนที่จะพัฒนาให้เป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ ด้วยโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ Trade Master แบบ “ครบเครื่อง รู้ลึก รู้จริง” ต้องบอกว่า มีครบ ทุกเพศ ทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ “วัยเกษียณ” ที่ครองเก้าอี้แถวหน้า นั่งฟังคลังความรู้ด้านการลงทุนครบทุกสัปดาห์…

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Stock Master 2019"

 

คุณศิริลักษณ์ ผู้ร่วมเวิร์กชอปโครงการ The Stock Master 2019 ที่มีค่า Expectancy สูงสุดเป็นอันดับ 2 ยืนยันว่า “อายุไม่ใช่อุปสรรคในการลงทุน แม้วันนี้จะอยู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่ก็ไม่หยุดที่จะเรียนรู้เรื่องการลงทุน และยังคงเดินหน้าเพิ่มเติมความรู้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะเรียนรู้นวัตกรรมช่วยการลงทุนควบคู่ไปด้วย เพราะการลงทุนที่มีประสิทธิภาพต้องมีทั้งความรู้ที่ถูกต้องและรู้จักใช้เครื่องมือช่วยการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับคำสอนของเหล่ากูรูหลักทรัพย์บัวหลวงที่ตอกย้ำผู้เข้าร่วมโครงการทุกสัปดาห์โดยผู้เชี่ยวชาญมาดูแลอย่างใกล้ชิดและให้ความรู้ไม่กักกันเลยที่เดียว”

ที่ผ่านมาพยายามตามหาเครื่องมือมาช่วยในการลงทุน เพราะตัวเองเป็น “คนซื้อเก่ง แต่ขายไม่เป็น เพราะใจแข็งไม่พอ” (ปัญหายอดฮิตของนักลงทุน) แต่ก็ยังไม่เจอเครื่องมือที่ถูกใจ!!! จนได้มาเรียนรู้วิธีการใช้งานโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ Trade Master ของหลักทรัพย์บัวหลวง หลังเรียนรู้ครบทั้ง 5 คลาส ก็รู้สึกว่า “โปรแกรมนี้ถูกใจใช่เลย” หลายๆ ฟังก์ชันถูกออกแบบให้เข้ามาปิดจุดอ่อนการลงทุนของตัวเองได้อย่างดี โดยเฉพาะ “ฟังก์ชัน Auto Chart” เป็นการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ด้วยกราฟหุ้นอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัญญาณทางทเคนิค (Signal) เพื่อใช้ดูสัญญาณซื้อขาย หรือการใช้งานจากกราฟสำเร็จรูป จากหลักทรัพย์บัวหลวง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Stock Master 2019"

ฟังก์ชันรองลงมาที่ชอบมาก หลังได้ฟัง “คุณหยง ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” เทรดเดอร์มืออาชีพ เล่าถึงข้อดีของฟังก์ชันที่จะช่วยให้การเก็งกำไรมีประสิทธิภาพมากขึ้นในคลาสเรียนรู้สุดท้าย คือ “ฟังก์ชัน Market Profile Chart”  เป็นการผสมผสานการใช้งานของ Price, Time and Volume สำหรับการเก็งกำไรภายในวัน (Day Trade) โดยสร้างกราฟของ Time Price Opportunities (TPO) สามารถปรับ Timeframe 5/10/15/30/60 min เพื่อบอก Volume ของการซื้อขายสะสมในแต่ละช่วงเวลาภายในวัน ได้บนเมนู Chart  ของโปรแกรมเทรดหุ้นแบบอัตโนมัติ Trade Master ตัวช่วยบริหารความเสี่ยงในการลงทุนระยะสั้นที่ดีมากของหลักทรัพย์บัวหลวงที่เปิดให้ลูกค้าใช้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

อีกหนึ่งฟังก์ชันที่ดีไม่แพ้กัน คือ “BLS Strategy” ที่เข้ามาช่วยให้การคัดหาหุ้นทั้งพื้นฐานและเทคนิคง่ายมากขึ้น หนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตัวเองมีค่า Expectancy สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโครงการนี้ ก็คงต้องยกความดีให้ฟังก์ชันนี้ด้วย และอีกฟังก์ชันที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ “Auto Trade ระบบซื้อขายแบบอัตโนมัติ” ตัวนี้โดดเด่นมาก เพราะชุดคำสั่งซื้อที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม แถมไม่ต้องมานั่งเสียเวลาเฝ้าหน้าจอด้วย

“อุปสรรคในการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย คือ ใช้เครื่องมือช่วยการลงทุนไม่เป็น ทำให้หลายต่อหลายคนยอมทุ่มเงิน เพื่อไปหาวิธีการใช้งานนวัตกรรมต่างๆ แต่โปรแกรมของบัวหลวงกับเปิดให้ลูกค้าใช้งานได้ฟรี แถมยังมีกูรูมาคอยสอนวิธีการใช้งานอย่างใกล้ชิดอีกด้วย” คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!!!

ความรู้  & เครื่องมือ จุดเริ่มต้นการลงทุนที่มีดีและมีคุณภาพ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Stock Master 2019"

คุณศิริลักษณ์ บอกว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก ตรงข้ามกับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่าให้อายุมาเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ สำหรับใครที่ยังไม่มีความรู้ ก็ต้องรีบเพิ่มเติม ซึ่งความรู้ด้านการลงทุนสมัยนี้หาได้ไม่ยาก ท่องโลกอินเทอร์เน็ตไม่นาน ก็ได้ความรู้แล้ว แต่หากต้องการความรู้ที่ถูกต้อง ก็ลองเข้ามาหาความรู้ฟรีๆได้ที่หลักทรัพย์บัวหลวง

เช่นเดียวกับ โครงการ The Stock Master 2019 ที่ไม่ได้ให้แต่ความรู้ด้านการลงทุน และวิธีการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือช่วยการลงทุนเท่านั้น แต่เหล่ากูรูยังมาสอนกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์อีกด้วย สำหรับเทคนิคการลงทุนที่ชื่นชอบ และนำมาใช้ในการลงทุนเป็นประจำ คือ อย่าทุ่มเงินลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่ให้ทยอยซื้อ หากเดินมาถูกทางให้เติม ถ้าพอใจ ก็ขายทำกำไรออกไปบ้าง แล้วรอเก็บใหม่ หากพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน

“วันนี้โปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ Trade Master เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลงทุนของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ หลังพิสูจน์แล้วพบว่า “ใช้งานได้จริง ตรงตามความต้องการ” ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า เครื่องมือช่วยการลงทุนตัวนี้จะทำให้มีอิสรภาพทางการเงินได้ตามความตั้งใจ” นักลงทุนวัย 64 ปี ยืนยันทิ้งท้ายบทสนทนา

สุดท้ายนี้ การลงทุนต้องใช้ความรู้ ต้องศึกษาอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์ การลงทุกที่ไม่ขาดทุนและได้กำไร

 

สนับสนุนโดย CoPa69


 

สไตล์การลงทุนของตัวเอง

สไตล์การลงทุนของตัวเอง

สไตล์การลงทุนของตัวเอง เคล็ดลับสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ลงทุนหุ้นแล้วได้กำไร (มากกว่าขาดทุน) คือ การรู้จักนิสัยหรือสไตล์การลงทุนของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งวิธีที่จะรู้ว่าตัวเองมีสไตล์แบบไหน ง่ายๆ เลย ให้ถามตัวเองว่า “เป็นคนมั่นใจ” หรือ “เป็นคนขี้กลัว”

 

นี่คือ 5 สไตล์การลงทุน ลองเช็กดูว่า คุณเป็นแบบไหน

ลุยลูกเดียว

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทกล้าได้กล้าเสีย ถึงไหนถึงกัน แสดงว่ามีความมั่นใจตัวเองสูงมาก มีการตัดสินใจซื้อขายเร็ว ยอมรับความผันผวนได้ทุกรูปแบบ และมักหาการลงทุนใหม่ๆ ที่สำคัญในใจคิดว่าลงทุนไปแล้วจะต้อง “ได้มากกว่าเสีย” และถึงแม้จะขาดทุนก็ไม่เคยเข็ด

ไปไหนไปด้วย

เป็นนักลงทุนที่เน้นตามกระแส หุ้นตัวไหนที่เขาว่าดีก็ว่าดีตาม แล้วก็ตัดสินใจซื้อหุ้นที่ว่าดีโดยไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ สไตล์แบบนี้เรียกว่าไม่ชอบตกรถไฟ เพื่อนซื้อ เราซื้อ เพื่อนขาย เราขาย และแน่นอนสไตล์นี้ก็ไม่กลัวขาดทุน

มั่นใจสุดๆ

นักลงทุนแบบนี้จะมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงมาก พูดง่ายๆ ถ้าไม่ชัวร์ไม่ลงทุนเด็ดขาด ไม่ผลีผลามกระโดดเข้าไปซื้อขาย แต่จะศึกษาหาข้อมูลจนมั่นใจเต็มที่แล้วค่อยลุย ความพิเศษจึงอยู่ที่มีความสามารถเฉพาะตัวในการวิเคราะห์และตัดสินใจ และสไตล์นี้จึงเน้นหากำไรจากส่วนจากราคา (capital gain) เป็นหลัก

ม่ยึดติด

นักลงทุนสไตล์นี้เป็นกลุ่มที่พร้อมจะเข้าหรือออกจากตลาดได้ตลอดเวลา ถ้าเห็นว่าตลาดเป็นขาขึ้นก็พร้อมลุย แต่เมื่อไหร่ที่เชื่อว่าตลาดเริ่มไม่ดี ผันผวนสูงก็จะขายหุ้นออกทั้งหมด

เน้นชัวร์ กลัวเจ็บ

นักลงทุนสไตล์นี้จะเน้นรักษาเงินต้น (ห้ามขาดทุน) รับความเสี่ยงได้ต่ำ ไม่ชอบความผันผวน กลุ่มนี้จึงซื้อแล้วถือยาวๆ นั่นคือ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เน้นหุ้นปันผลเพื่อรอรับเงินปันผลสม่ำเสมอ

ถึงแม้ว่าไม่มีใครคาดเดาได้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่อย่างน้อยๆ ถ้ารู้จักสไตล์การลงทุนของตัวเอง  และลงทุนตามที่ตัวเองถนัดจะช่วยลดความผิดพลาดหรือความเสี่ยงลงได้ และอย่าลืมว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ยังใช้ได้ดีกับตลาดหุ้น

จะดีกว่าไหม ถ้าจะสามารถทำทุกอย่างได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะกับตัวคุณ อยากรู้ว่าจะลงทุนอะไรดี ก็คัดมาแต่กองทุนดี ๆ ให้คุณเลือกลงทุนได้แบบเน้น ๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งงมเอง รวมไปถึงการเปิดบัญชี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยนกองทุนก็ทำได้สะดวก หมดทุกปัญหาความยุ่งยาก คงเริ่มอยากรู้แล้วจะมีที่ไหนที่ตอบโจทย์ให้นักลงทุนได้ มาที่ธนาคารกรุงศรีฯ ได้เลยครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะที่นี่จะทำให้การลงทุนของคุณกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ไปเลยครับ


หลากหลายกองทุนมีให้คุณเลือก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า สำหรับนักลงทุนการหาข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ แต่ละกองทุนที่เราเลือกต้องรู้ว่าเป็นกองทุนประเภทไหน เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ทางการเงินและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้หรือไม่ แต่พอมีหลายกองทุนยิ่งปวดหัว เพราะต้องหาข้อมูลหลายที่ ที่นั่นที นี่นู่นที ข้อมูลตีกันไปหมด แต่แค่คุณเข้ามาที่ธนาคารกรุงศรีฯ ที่เดียว ก็มีกองทุนดี ๆ หลากหลายประเภทจากหลาย บลจ. ชั้นนำ อย่าง 1) บลจ. กรุงศรี 2) บลจ. พรินซิเพิล 3) บลจ. ภัทร 4) บลจ. แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) 5) บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) และ 6) บลจ. วรรณ มาให้เลือกลงทุนได้ง่าย ๆ แถมการเปิดบัญชีกองทุนกับธนาคารกรุงศรีฯ ก็สะดวกมาก เปิดแค่บัญชีเดียวก็สามารถลงทุนได้ทุกกองทุน จากทุก บลจ. ที่เป็นพันธมิตรของธนาคารเลยครับ ตอบโจทย์คนที่ต้องการเรื่องง่าย ได้จริง ๆ ครับ


หลากหลายช่องทางเลือกได้ตามสะดวก

นอกจากจะรวมกองทุนเด่นจากหลากหลาย บลจ. ไว้ให้คุณแล้ว ทางธนาคารกรุงศรีฯ ยังมีหลากหลายช่องทางในการซื้อให้กับคุณด้วย ใครสะดวกแบบเดินเข้าไปที่สาขา ก็จะได้รับคำปรึกษารวมถึงการให้บริการจากเจ้าหน้าที่สาขาได้เลย  หรือใครสะดวกทำผ่านช่องทางออนไลน์ ทางธนาคารกรุงศรีฯ ก็มี KMA – Krungsri Mobile Application ที่ให้คุณสามารถเปิดบัญชีกองทุน ทำธุรกรรมซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุน รวมถึงตรวจสอบมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนที่ลงทุนไปผ่านแอปพลิเคชั่นได้เช่นกัน สะดวก ง่าย ทำธุรกรรมได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลก ทำให้คุณไม่พลาดโอกาสดี ๆ ในการซื้อกองทุน เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนแบบไร้พรมแดนโดยสมบูรณ์จริง ๆ ครับ


คำแนะนำที่เหมาะสมกับคุณ

ต่างคนก็ต่างความชอบ ต่างความต้องการ ในเรื่องการลงทุนก็เช่นกันครับ แต่ละคนก็มีเป้าหมายทางการเงิน และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ธนาคารกรุงศรีฯ จึงมีบริการให้คำแนะนำด้านการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญทั้งที่สาขา หรือผ่านฟีเจอร์ Smart advisor บนแอปพลิเคชั่น KMA ซึ่งสะดวกมาก ๆ เลยเพราะอยู่ที่ไหนก็ขอรับคำแนะนำการลงทุนได้ เพียงตอบคำถาม 7 ข้อ ระบบก็จะแสดงผลว่าเราเป็นนักลงทุนที่เหมาะกับการลงทุนแบบไหน พร้อมกับเสนอคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวคุณ เหมือนมีที่ปรึกษาคนเก่งอยู่ข้างกายตลอดเวลาเลยครับ

จะเห็นได้ว่าถ้าเลือกลงทุนกับธนาคารกรุงศรี ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุนเลยล่ะครับ จะซื้อจะขายกองทุนก็ง่าย รับคำแนะนำการลงทุนได้สะดวก KMA-Krungsri Mobile App จัดมาให้ครบ ทุกความต้องการเลย และหากใครสนใจลงทุนแต่ยังไม่มีบัญชีกองทุนกับธนาคารกรุงศรี ศึกษาวิธีการเปิดบัญชีออนไลน์ผ่านแอป KMA ได้ที่

 

 

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019

5 ความรู้พื้นฐาน ที่ควรมีในการลงทุนใน 2019 ในการลงทุนนั้นมีหลายเรื่องที่เราควรจะต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อให้เราลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

1.การคำนวณ Present Value, Future Value  

เราต้องคำนวณให้เป็นว่าถ้าเราลงเงินไปทุกเดือน เดือนละเท่านั้นเท่านี้ หวังผลตอบแทนเท่านี้ ผ่านไป 10 ปี 20 ปี เราจะมีเงินเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้วางแผนทางการเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยคำนวณไม่เป็นนะครับ


สมัยที่ผมลงทุนใหม่ๆ ผมชอบกดเครื่องคิดเลขหรือเปิด excel นั่งคำนวณ Future Value อยู่เป็นประจำว่าอายุเท่านี้เท่านั้นผมจะมีเงินเท่าไหร่ พอผมเห็นตัวเลขเป้าหมายที่วางไว้มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอดทนประหยัดเงินเพื่อเอามาลงทุน อดทนอ่านหนังสือ หาความรู้ โดยใช้เป้าหมายเป็นแรงผลักดัน

 

2. Asset allocation ( การจัดสรรสินทรัพย์ )

        เราหวังจะให้เงินทำงาน เราก็ควรต้องรู้ว่าเราจะให้มันไปทำงานอะไรบ้าง สินทรัพย์แต่ละอย่างมีผลตอบแทนและความเสี่ยงต่างกันอย่างไร คนแต่ละคนจะมี Profile ชีวิตที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีสูตรตายตัวที่เหมาะสมกับทุกคน คุณจะต้องศึกษา Basic ของเรื่องนี้ให้เข้าใจ และปรับใช้กับตัวเอง

เรื่องยอดฮิตด้าน Asset allocation ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ คือ คนที่อายุน้อยรับความเสี่ยงได้เยอะควรลงทุนหุ้นเยอะๆ แล้วคนอายุมากรับความเสี่ยงได้น้อยควรลงทุนหุ้นน้อยๆ ในรายละเอียดแล้วมันไม่ใช่แค่นั้นนะครับ อันนั้นมันเป็นแนวคิดกว้างๆที่อาจจะใช้ได้กับคนจำนวนหนึ่ง

การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) คือ การวางแผนกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) หรือหลักทรัพย์ (Securities) หลายประเภทที่แตกต่างกันไปเพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว (Long – term Investment Goal) โดยการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนจะพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Return) จากหลักทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนและระยะเวลาที่ต้องการลงทุน

เช่น คุณรมิตากระจายเงินลงทุนไปในสินทรัพย์หลัก 3 ประเภท คือ

1. เงินฝากธนาคาร 30% เพื่อรักษาสภาพคล่อง

2. พันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง 45% เพื่อให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและ

3. หุ้นสามัญที่มีความเสี่ยงสูงอีก 25% เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

การจัดสรรสินทรัพย์แบ่งเป็น 2 ระดับคือ 1. การกำหนดสัดส่วนการลงทุนในระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Asset Allocation) เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว และ 2. การปรับสัดส่วนการลงทุนไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา (Tactical Asset Allocation) เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

แต่ถ้าเราศึกษาลึกลงไปจริงๆแล้ว มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ เช่น คนอายุน้อยที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องหุ้นเลย ยังไงก็ไม่ควรลงทุนหุ้นอยู่ดี หรือคนอายุเยอะๆ แต่ว่าระดับความรู้การทุ่มเทเวลากับการลงทุนมากๆ ก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนในสัดส่วนที่เยอะก็ได้ หรือคนอายุน้อยที่ครอบครัวไม่ได้มีเงินเก็บมากนัก แต่ว่ามีภาระที่จะต้องเลี้ยงพ่อแม่ แบบนี้ก็ไม่ควรเอามาลงทุนหุ้นเป็นสัดส่วนที่สูง ถึงแม้ว่าเค้าจะมีความรู้เรื่องหุ้นมากแค่ไหนก็ตาม

 

3. Stock selection (การเลือกสินค้า)

       คนที่หวังจะมีผลตอบแทนเหนือตลาดหุ้น ก็ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการทำความเข้าใจการวิเคราะห์ธุรกิจ การประเมินมูลค่า ซึ่งเรื่อง stock selection ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถ้าจะให้ศึกษาลึกจริงๆ ก็เรียกได้ว่าศึกษาได้ทั้งชีวิตละครับ เพราะมันเป็นความรู้ที่ทั้งลึก ทั้งกว้างมาก เรียกว่าความรู้แทบจะทุกอย่างในโลกใบนี้สามารถเอามาประยุกต์ใช้ในเรื่องการเลือกหุ้นได้ทั้งสิ้น

คนที่จะเอาดีทางนี้จริงๆ ต้องทุ่มเทเวลามากพอสมควร แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถ้าคุณทุ่มเทมากพอผมว่ามันก็คุ้มค่าไม่น้อยเหมือนกัน ผมเชื่อว่าคนที่จะเอาดีจากการลงทุนในหุ้นได้จริงๆจังๆ ต้องเป็นคนที่เปิดหูเปิดตา หาความรู้อยู่ตลอดเวลา และคุณจะต้องรักการอ่าน และรู้สึกสนุกเมื่ออ่านเรื่องการของธุรกิจต่างๆ ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวมิฉะนั้นคุณจะทำมันได้ไม่นานหรอกครับ เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

สำหรับคนที่คิดว่าไม่เหมาะกับการเลือกหุ้นรายตัว ความรู้ด้านนี้ก็ไม่ลงลึกมากนัก สามารถเอาเงินไปลงทุนใน Index fund ดีกว่า แต่มีความรู้พื้นฐานเอาไว้บ้างก็ดีครับ เพราะพื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้นมันก็ช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์ลงทุนใน Index fund ได้ดีขึ้น อย่างเรื่องความถูกความแพงของตลาดที่ผมได้เขียนเอาไว้ มันก็มีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์หุ้นรายตัวแล้วเอามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ตลาด

 

4. การบริหาร port

              พอเราเลือกหุ้นที่คิดว่าดีและถูกได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะซื้อหุ้นตัวเดียว แล้วหวังรวย เพราะมีโอกาสไม่น้อยเหมือนกันที่เราจะจนเลย การบริหาร port ที่ดีจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนและความเสี่ยง การมีหุ้นน้อยเกินไป ความเสี่ยงอาจจะสูง แต่การมีหุ้นมากเกินไปเราก็จะได้หุ้นเกรดรองๆลงไป ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังมันลดลงมาก

นักลงทุนบางคนอาจจะถนัดการลงทุนที่เจาะลึกมากๆ คือศึกษาหุ้นรายตัวอย่างละเอียด วิเคราะห์ความเสี่ยงรอบด้าน และติดตามธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เค้าก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนหุ้นจำนวนไม่มากประมาณ 4-5 ตัว เพราะถ้าจะให้ลงทุนหุ้นมากกว่าก็จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเยอะ

ส่วนนักลงทุนบางคนก็อาจจะไม่ได้ศึกษาหุ้นรายตัวลึกมาก แต่จะรู้กว้างไปในหลายๆอุตสาหกรรม ก็เหมาะที่จะลงทุนหุ้นหลายๆตัวตั้งแต่ 5-15 ตัว

การกำหนดว่าหุ้นตัวไหนจะถือเป็นสัดสวนเท่าไหร่ หรือเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนแปลง พื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแปลง หรือการไปเจอหุ้นตัวใหม่ที่น่าสนใจกว่าที่มีใน port สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่นักลงทุนจะต้องรู้จักซื้อขายหุ้นปรับเปรียบหุ้นใน port ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และ การเเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

5. การวัดผลตอบแทน

พอลงทุนแล้วเราก็ต้องวัดผลตอบแทนให้เป็น แยกวัดผลตอบแทนรายสินทรัพย์ เพื่อที่จะได้ประเมินได้ว่าเราทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าเฉลี่ยอย่างไร จะได้เอามาปรับกลยุทธ์การ ลงทุนให้เหมาะสม  แต่เดิมผมเองก็วัดผล port แบบง่ายๆเหมือนกัน คือคิดว่าต้นปีเรามีเงินเท่าไหร่ ปลายปีเรามีเงินเท่าไหร่ ก็คิดเป็นผลตอบแทน แต่ผมคิดแบบนี้ได้เพราะผมไม่ได้เติมเงินลงไปใน port มากนัก (จะมีก็แค่ช่วงปีแรกของการลงทุนเท่านั้นเอง) ส่วนเงินที่เอาออกมาก็ไม่ได้มากนักจึงไม่มีผลกับการคำนวณเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่มีเงินลงทุนเพิ่มทุกเดือนหรือทุกปี หรือมีการเอาเงินออกจาก port ก็มีวิธีคิดแบบกองทุน ที่ต้องคำนวณเป็น NAV เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ตอนนี้ผมเองก็เพิ่งมาทำแบบนี้เหมือนกัน หลังจากเริ่มกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์อื่นบ้าง กระจายไปลงในต่างประเทศบ้าง ตอนนี้ก็ยังทำไม่ค่อยคล่องเลยครับ ทุกครั้งที่ทำก็ต้องมีสมาธิ นั่ง recheck ตัวเลขดีๆ

พอวัดผลแล้วก็ต้องเอาไปเทียบกับ Benchmark หรือ อย่างหุ้นไทยเราก็เอาไปเทียบกับ set index หรือ set tri ตราสารหนี้ ก็ต้องมีตัวเทียบของมัน ผมแทบจะไม่ได้ลงทุนทางนี้ เลยไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าเทียบกับอะไร (ใครรู้บอกเป็นวิทยาทานด้วยครับ) อย่างกองทุนอสังหา กอง reit นี่จริงๆน่าจะมี Index ให้นักลงทุนเทียบนะครับ ว่า index เป็นเท่าไหร่ yield เป็นอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่ามีอยู่แล้วหรือว่าผมหาไม่เจอเอง เรื่องวัดผลนี่ยังมีอีกมิติคือ เราทำมาเพื่อวัดผลกับดัชนีคือเป็นการเทียบกับคนส่วนใหญ่ แต่เราไม่ควรวัดผลไปเทียบกับรายบุคคล เพราะปกติแล้วไม่ว่าจะลงทุนในภาวะแบบไหน ก็จะมีคนที่ทำผลงานได้ดีกว่าเรามากๆเสมอ การเอา port เราไปวัดกับคนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเรามากๆ พาลแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์ ว่าทำไมเค้าได้เยอะกว่าเรา ซึ่งอาจจะทำให้เราไขว้เขวกับแผนการลงทุนของเราได้

ความรู้เหล่านี้อาจจะดูเหมือนยากในช่วงแรกๆ แต่ผมมั่นใจว่ามันไม่ได้ยากกว่าวิชาที่เราเรียนกันในมหาลัยหรอก หรือแม้แต่ตรีโกณมิติ sin cos tan ที่เรียนตั้งแต่มัธยมผมว่ายังจะยากกว่า แต่เมื่อเราทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วผมว่ามันคุ้มค่ามาก เพราะเราเอามันไปใช้ได้แทบทั้งชีวิต  แหล่งความรู้ที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้มีอยู่หลายทาง คนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีอยู่เยอะมาก  เวป a-academy นั้นคนสร้างชื่อเอครับ เอเป็นคนที่ย่อยเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ เวลาว่างๆผมก็ชอบเข้าไปดู video ของเออยู่เป็นประจำ เนื้อหาในเวปน่าจะครอบคลุมเรื่องสำคัญที่นักลงทุนทั่วไปควรจะรู้ได้เกือบจะทุกเรื่อง ผมว่าความรู้เรื่องการบริหารเงินลงทุนในภาพกว้างเอมีความสามารถเหนือผมเยอะ โอกาสที่ผมจะศึกษาจนมีความรู้ด้านนี้เหนือเอแล้วเอามาเขียนนั้นเป็นไปได้ยากมาก ผมขอส่งไม้ต่อให้เอ สำหรับคนที่ลงทุนมานานแล้วยังแพ้ตลาด คนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ หรือคนที่ยังไม่เคยลงทุนแต่สนใจให้ไปอ่านจากเวปของเอนะครับ มีวิดีโอมีบทความดีๆเยอะมาก ดูกันให้ตาแฉะไปเลยครับ ต้องขอบคุณเอมา ณ ที่นี้ด้วยครับที่แบ่งบันเวลามาให้ความรู้คนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม มันอยู่บนความเสี่ยงนั้นต้องใช้ความรู้และความเข้าใจในการลงทุน ต้องศึกษาให้ละเอียดเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนนั้นเอง

การลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบ

การลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบ อยากจะลงทุนระยะสั้น

เราจะเรียกว่า การเก็งกำไรส่วนต่างราคาโดยใช้ Technical Analysis มาช่วยในการวางแผนหาจังหวะเข้าซื้อขายเพื่อทำกำไร หรือเลือกที่จะลงทุนระยะยาว ที่เน้นดูการเติบโตของกิจการ เพื่อกินปันผลไปนานๆ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบแต่ละคน ต้องถามตัวเองว่าชอบแบบไหน ก็ลองมุ่งศึกษาไปด้านนั้นให้เข้าใจหลักการและนำมาประยุกต์ใช้กับเราว่ามันเวิร์คไหม

 

การลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบ ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน ต้องทำงานตลอดทั้งวัน หากจะลงทุนในหุ้น การเก็งกำไรระยะสั้นๆ แบบ Day Trade คือ ซื้อและขายในวันเดียว อาจจะไม่เหมาะและเสียสมาธิในการทำงานได้ แต่ถ้าซื้อแล้วถือข้ามวันไปและเลือกหุ้นดีๆ ไม่ซิ่งมาก ไม่ปั่นจนหัวหมุน ก็สามารถทำได้ ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้อยู่ แต่ถ้าเอาแบบสบายใจ ทนถือยาวๆ ได้ แล้วกินปันผล ก็เป็นแนวทางที่ดีสำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่นั่งทำงานไปด้วย ได้ลงทุนไปด้วยโดยไม่ต้องกังวล แถมมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากเงินเดือน ทั้งนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ถ้าคุณคัดเลือกหุ้นมาไม่ดี ถือยาวๆ ไปแล้ว กิจการเริ่มไม่ดี กำไรต่อปีน้อยลง ปันผลไม่มีเหมือนก่อน ก็อาจทำให้การลงทุนเราสะดุดได้

การลงทุนระยะยาว ก็อาจมีปัญหาสำหรับมือใหม่ได้ ไม่รู้ว่าจะซื้อตรงไหนดี แล้วเก็บยาวๆ ซื้อไปแล้วลงต่อ ซื้อเพิ่มดีไหม หรือขึ้นไปเราอยากได้หุ้นเพิ่ม จะกล้าซื้อดีไหม งั้นผมก็จะมาแนะนำการถือยาวแบบที่เรียกว่า ออมในหุ้น มาเล่าให้ฟังว่าทำอย่างไร ซึ่งผมก็ได้แบ่งพอร์ตการถือยาว และใช้แนวทางนี้เช่นกัน

DCA (Dollar Cost Average) ผมจะอธิบายความหมายแบบง่ายๆ คือ การซื้อหุ้นที่เราคัดเลือกมาแล้วว่าดี อนาคตรุ่ง โดยซื้อทุกๆ เดือน ในปริมาณที่เท่ากัน เหมือนการออมที่คุณหยอดเงินลงกระปุกทุกวัน หรืออารมณ์ประมาณว่าเอาเงินฝากประจำที่ธนาคารบังคับเราให้เอาเงินมาฝากทุกเดือน ตามที่กำหนด ถ้าอยากได้ดอกเบี้ยเงินฝากตามที่ต้องการ วิธีนี้ก็เอามาใช้ในหุ้นได้เช่นกัน โดยการซื้อหุ้นตัวที่เราสนใจ วางแผนไว้เลยว่าจะซื้อหุ้นด้วยจำนวนเงินทุนเท่านี้ ที่ได้หักออกมาจากเงินเดือน หรือมีเงินทุนพร้อมอยู่แล้วที่ได้ออมไว้ ก็แบ่งมาลงทุนในหุ้น กำหนดวันที่จะซื้อหุ้นให้ชัดเจนว่าวันไหน เมื่อกำหนดแล้วก็ซื้อหุ้นตามวันที่กำหนดของทุกเดือน ซื้อแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อการลงทุนระยะยาวของเรา

ประโยชน์ของการลงทุนแบบ DCA

  1. เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานทั้งวัน และสนใจอยากที่จะลงทุนในหุ้น
  2. สร้างวินัยในตัวเองให้รู้จักการออมในหุ้นที่ต้องลงทุนทุกเดือน
  3. หมดกังวลว่าต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำ หรือเมื่อหุ้นขึ้นไปก็ไม่กล้าซื้อเก็บไว้ ทำให้พลาดโอกาสในการลงทุน แต่ถ้าใช้หลักการ DCA จะไม่สนใจเรื่องราคา ถึงวันที่กำหนดซื้อก็ซื้อทันที
  4. ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของราคาที่ซื้อสูงไป เพราะมีการถัวเฉลี่ยราคาจากการซื้อทุกเดือน
  5. เมื่อเวลาผ่านไป มาดูพอร์ตตัวเองจะเห็นการเติบโต เห็นจำนวนหุ้นที่ลงทุนมากขึ้น เห็นราคาที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป เกิดความภูมิใจในตัวเองที่สามารถออมในหุ้นได้
  6. มีเวลาเพิ่มขึ้นในการศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม มองหาหุ้นที่จะลงทุนเพิ่ม เพราะไม่ต้องเสียเวลาวางแผนหาจังหวะการเข้าซื้อหุ้น
  7. ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ในวันที่หุ้นลง มีความผันผวน เพราะเราไม่สนใจราคาอย่างที่บอกไปในหลักการ DCA
  8. มองไกลไปถึงวัยเกษียณ มีหุ้นที่ออมไว้สมัยหนุ่มๆ ในจำนวนที่มากทำให้ได้เงินปันผลมากเช่นกัน มีเงินใช้ในวัยเกษียณ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

จะเห็นได้ว่าการลงทุนแนว DCA ก็เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ ที่สามารถลงมือทำได้อย่างง่ายๆ โดยกำหนดไว้ว่าสิ้นเดือนเงินเดือนออก แบ่งเงินมาลงทุนซื้อหุ้นตามแผน แต่จะเป็นไปตามแผนได้นั้น ก็ต้องเลือกหุ้นที่ดีที่จะเอามาลงทุน แต่ถ้าลงทุนไปแล้วมันไม่เติบโตจริง ตามที่เราวิเคราะห์ ก็อย่าได้เครียดจนเกินไป เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง เราก็มองหาหุ้นตัวอื่นๆ สำรองไว้ลงทุนต่อได้ และอีกเงื่อนไขคือ ความมีวินัยและใจของเราเอง ว่ามีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน ที่ตั้งใจจะออมในหุ้น หากใจไม่เข้มแข็งพอ เมื่อถึงเวลาซื้อ แต่ไม่ซื้อ เอาเงินไปใช้ก่อน เจอแบบนี้แผนที่วางไว้ก็พัง เป้าหมายที่วางไว้ก็คงไปไม่ถึง

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ กับแนวทางที่ได้นำเสนอกับการลงทุนด้วยตัวเอง ยิ่งเริ่มลงมือทำก่อนก็ออมได้ไวก่อน ระหว่างทางในการออม ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะอาจจะเจอเคล็ดลับแนวทางดีๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนของเราเพิ่มขึ้น

ธุรกิจ SME แนวทางการลงทุนสมัยใหม่

ธุรกิจ SME แนวทางการลงทุนสมัยใหม่

    ธุรกิจ SME   สำหรับยุคสมัยนี้เรียกได้ว่าธุรกิจที่ได้รับความนิยมและมีคนสนใจให้การลงทุนไม่น้อยไปกว่าธุรกิจออนไลน์ก็คือ SME

เนื่องด้วยในปัจจุบันมีคนไทยมีกำลังทุนในการดำเนินกิจการเล็กได้อย่างไม่ยากเย็นนัก   แต่ต้องมีการวางแผนหรือศึกษาการตลาดให้ละเอียดเพราะเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุนนั้นบ้างคนอาจจะไม่ได้มีมากมายอะไรนัก              แต่ที่น่าสนใจก็คือการลงทุนประเภทนี้มีการลงทุนที่ไม่มากนักและมีการให้ความรู้ก่อนที่จะดำเนินการและจะมีคนที่จะมาหาทำเลและแนะนำวิธีการต่างๆรวมไปถึงการหาทำเลให้กับเราอีกด้วยหากว่าเราเป็นคนลงทุน     อย่างเช่น เซเว่นก็ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจ SME ที่มีผลกำไรตอบแทนที่ดีแต่จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ในการเปิดที่มีคนให้ความสนใจและสะดวกในการจอดรถเพื่อเข้าไปซื้อสิ้นค้า เราจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้มีการลงทุนในรูปแบบนี้เยอะมากเพราะสามารถทำรายได้ให้เราได้แทบจะถาวรถ้าหากว่าธุรกิจที่เราจับนั้นได้รับความนิยมกันปากต่อปาก ยิ่งเปิดเป็นร้านขายของหวานพวกเค้กที่สาวๆส่วนใหญ่จะชอบรับประทาน ทำหน้าร้านให้ดูน่ารักมีสไตล์เป็นของตัวเองยิ่งได้รับความนิยมอย่างแน่นอน    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับที่ตั้งหรือสถานที่ที่เราจะเปิดด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นต่อให้ทำร้านดียังไงถ้าไม่มีลูกค้าหรือไม่อยู่ในจุดที่เห็นและสะดวกในการเข้าใช้บริการก็คงจะอยู่ยากได้เหมือนกัน สำหรับในบทความหน้าเราจะมาเจาะลึกกันเกี่ยวกับธุรกิจ SME อย่างละเอียดว่าเพราะอะไรทำไมถึงมีความน่าสนใจขึ้นมาในช่วงนี้และยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากจะมาลองทำธุรกิจเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใครแต่แรกๆก็ต้องมีความขยันและอดทนกันหน่อยแต่ถ้ายืนขึ้นได้เมื่อไหร่ก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับแต่ทุกการลงทุนนั้นมักจะมีความเสี่ยงอยู่ด้วยเสมอดังนั้นการหาข้อมูลถือเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างมากสำหรับนักธุรกิจ

 

SME คืออะไร ผู้ประกอบการหลายคนที่เริ่มทำธุรกิจ อาจยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นคือธุรกิจประเภทไหนกันแน่ จะเป็น SME หรือสตาร์ทอัพ หรือ E-Commerce เพื่อให้ตอบได้ว่าธุรกิจของคุณใช่ SME หรือไม่ คงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า SME คืออะไร

  • SME คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิต จำหน่ายและการให้บริการ โดยมีผู้ประกอบการเป็นเจ้าของด้วยตัวเอง
  • ธุรกิจ SME ครอบคลุมกิจการ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มกิจการผลิตสินค้า กลุ่มกิจการให้บริการและกลุ่มค้าส่งกับค้าปลีก
  • ประเภท SME แบ่งออกเป็น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยใช้ 2 เกณฑ์ในการแบ่ง ได้แก่ มูลค่าสินทรัพย์ถาวรและจำนวนการจ้างงาน
  • SME มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะช่วยให้เกิดการจ้างงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้
  • ข้อดีของ SME คือ ผู้ประกอบการมีอิสระในการดำเนินธุรกิจและส่งผลดีต่อ GDP ของประเทศ
  • ข้อเสียของ SME คือ ผู้ประกอบการอาจขาดเงินทุนและสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ แผนการตลาดไม่มีประสิทธิภาพและรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ไม่ได้

 

 

SME คืออะไร ทำไมผู้ประกอบการต้องรู้

สำหรับผู้ประกอบการที่มีไอเดียในการทำธุรกิจแต่ยังตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังทำธุรกิจประเภทอะไรอยู่กันแน่ จะใช่ SME หรือไม่ หรือจะเป็นสตาร์ทอัพ หากผู้ประกอบการอยากได้คำตอบว่า SME คืออะไร เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจชัดเจนเพียร์ พาวเวอร์จึงไปหาคำตอบมาให้ เผื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจได้ดีขึ้นว่าธุรกิจของเรานั้นคืออะไร เพื่อจะได้วางแผนต่อยอดธุรกิจของเราให้ไปต่อได้อย่างถูกทางค่ะ

SME คืออะไร

สำหรับคำถามนี้ เพียร์ พาวเวอร์ไปหาคำตอบมาและพบว่า ส่วนใหญ่จะให้นิยามว่า SME คือธุรกิจที่ดำเนินการเกี่ยวกับการผลิต จัดจำหน่ายและการให้บริการ โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจบริหารจัดการธุรกิจนั้นด้วยตัวเอง แนวคิดของธุรกิจ SME คือ เน้นการต่อยอดสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาดให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น การผลิตสินค้าจะใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม ไม่ได้คิดค้นขึ้นใหม่ ซึ่งจะแตกต่างจากแนวคิดของสตาร์ทอัพ ที่เน้นการสร้างนวัตกรรม

นอกจากนี้ เราจะเห็นคำว่า SME กับ SMEs ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนอาจจะเกิดความเอ๊ะ ขึ้นมาในใจว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ขอบอกว่า ไม่ต่างค่ะ เพราะทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันและย่อมาจากคำเดียวกัน คือ Small and Medium Enterprises ที่แปลว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั่นเอง

SME กับ Start up แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนมีคำถามตอนจะเริ่มกิจการ เพราะธุรกิจสองประเภทมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในเรื่องของขนาดธุรกิจที่มีขนาดเล็ก และเป็นการเริ่มต้นทำสินค้าหรือบริการเหมือนกัน ข้อแตกต่างของ SME และ Start up คือ SME จะนำธุรกิจที่มีอยู่เดิมในตลาดมาพัฒนาให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่เดิม และมีขนาดของธุรกิจที่ใหญ่กว่า Start up ขณะที่ Start up เน้นสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าหรือสังคมและคาดหวังการเติบโตแบบก้าวกระโดด สาเหตุที่ผู้ประกอบการต้องชัดว่าเป็นสตาร์ทอัพ หรือ SME ก็เพราะ วิธีการหาทุน แหล่งเงินทุน เป้าหมาย และวิธีดำเนินการในสตาร์ทอัพและ SME ต่างกันนั่นเองค่ะ

SME คือธุรกิจที่แบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท

SME สามารถแบ่งออกได้ด้วยหลายวิธีค่ะโดยวิธีที่นิยมกันมี 4 แบบ คือลักษณะของกิจการ มูลค่าทรัพย์สินถาวร และจำนวนพนักงานในบริษัท

ประเภท SME แบ่งตามที่กฎหมายกำหนด

ตามที่ได้บอกมาแล้วว่า SME คืออะไร เป็นสิ่งที่ได้รับการนิยามจากหลายความหมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสิ่งที่กฎหมายกำหนด โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543  ได้ให้ความหมายไว้ว่าธุรกิจ SME คือ

  • กิจการเกี่ยวกับการผลิตหรือบริการมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างพนักงานไม่เกิน 200 คน
  • กิจการเกี่ยวกับการค้าส่งที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 100 ล้านบาท และจ้างพนักงานไม่เกิน 50 คน
  • กิจการเกี่ยวกับการค้าปลีกที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 60 ล้านบาท และจ้างพนักงานไม่เกิน 30 คน

 

ประเภทของ SME แบ่งตามการดำเนินงาน

ลักษณะกิจการ

ธุรกิจ SME จะมีลักษณะของกิจการที่ครอบคลุมอยู่ 3 ลักษณะดังนี้

  • กลุ่มกิจการผลิตสินค้า (Product Sector) กลุ่มกิจการที่มีลักษณะของการประกอบการแนวอุตสาหกรรม คือ กิจการที่ดำเนินการเปลี่ยนรูปวัตถุให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ โดยใช้เครื่องจักรหรือมือเปล่าค่ะ
  • กลุ่มกิจการให้บริการ (Service Sector) กลุ่มการให้บริการแก่ลูกค้าในด้านต่างๆ เช่น การโรงแรม การขายอาหารกับเครื่องดิ่ม การให้บริการส่วนบุคคล การให้เช่าสิ่งบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ หรือการให้บริการด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น
  • กลุ่มกิจการค้าส่งและค้าปลีก (Service Sector) แบ่งเป็น 2 ประเภท มีดังนี้ค่ะ
    • ค้าส่ง (wholesale) คือ การขายสินค้าให้แก่ผู้ค้าปลีก หน่วยงานอุตสาหกรรม หรือผู้ค้าส่งด้วยกันเอง
    • ค้าปลีก (Retail) คือ การขายสินค้าที่ไม่มีการแปรรูปให้กับลูกค้า

มูลค่าสินทรัพย์ถาวร

พิจารณาจากสินทรัพย์ถาวรสุทธิซึ่งไม่รวมที่ดินที่ปรากฏในงบการเงินค่ะ โดยสินทรัพย์ถาวรสุทธิ คือ สินทรัพย์ที่เป็นชิ้นเป็นอัน ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ อาจจะเป็นได้ทั้งสิ่งของ หรือข้อมูลต่างๆ ก็ได้ และมีอายุการใช้งานที่มากกว่า 1 ปีขึ้นไป โดยเกณฑ์นี้ สามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกตามรูปแบบในการทำงานของธุรกิจ SME ค่ะ

  • รูปแบบการผลิต: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • รูปแบบการบริการ: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • รูปแบบการค้า แบ่งเป็น 2 แบบ
    • ค้าส่ง: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 100 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
    • ค้าปลีก: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 60 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 30 ล้านบาท

จำนวนการจ้างงาน

พิจารณาจากจำนวนการจ้างงานหรือพนักงานที่ผู้ประกอบการมีอยู่โดยกฎหมายกำหนดไว้ตามรูปแบบเช่นกันค่ะ

  • รูปแบบการผลิต: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน
  • รูปแบบการบริการ: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน
  • รูปแบบการค้า แบ่งเป็น 2 แบบ
    • ค้าส่ง: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 50 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 25 คน
    • ค้าปลีก: วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 30 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 15 คน

ถ้าทั้ง 2 ข้อขัดแย้งกันเอง ระหว่างจำนวนพนักงานกับทรัพย์สินถาวร การจะตัดสินใจว่าธุรกิจของเราเป็นขนาดกลางหรือขนาดย่อม ให้ยึดจากสิ่งที่มีน้อยกว่าเป็นการตัดสินค่ะ